จันทร์ 27 เม.ย. 2009 9:33 am
ขอเชิดชูคุณ หลวงปู่ฮวด พระดีแห่งลุ่มน้ำปากน้ำโพ
หลวงปู่ฮวด กณฑโว วัดหัวถนนใต้ ต.หัวถนน อ.ท่าตะโก จ.นครสวรรค์

- howd.jpg (44.27 KiB) เปิดดู 4037 ครั้ง
จัด เป็นอีกเรื่องที่ “เหนือกว่าความเป็นจริง” และเป็นสิ่งที่ “เหลือเชื่อ” เกินกว่าจะอธิบายได้เพราะเป็น “ปรากฏการณ์” ที่ “เหนือธรรมชาติ” จึงนิยมเรียกกันว่า “อภินิหาร” หรือ “เหนือลิขิต?? ประกาศิตฟ้าดิน??” ก็ว่าได้เพราะเรื่องราวเช่นนี้มักจะมีให้เห็นอยู่เสมอผู้เขียนจึงนำมาเสนอ เพื่อให้ทุกท่านที่ “อ่านความจริง...อ่านเดลินิวส์” ได้รับทราบกันว่าเป็นอีก “เรื่องจริง” ที่สามารถพิสูจน์ได้
โดยเรื่องราวนี้แม้เหตุการณ์จะผ่านไปแล้ว 44 ปี แต่ก็เหมือนเพิ่งจะผ่านไปไวไวนี้เอง เพราะชาวบ้านแห่ง “อำเภอท่าตะโก จังหวัดนครสวรรค์” ยังคงร่ำลือกล่าวขวัญถึงอยู่เสมอมิได้ขาดแม้ว่าเรื่องราวนี้เกิดขึ้น เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ.2507 เวลา 20.10 น.ขณะที่ “ลุงทองสุข พงษ์ทอง” ชาวบ้านหัวถนนใต้ หมู่ที่ 2 ต.หัวถนน จ.นครสวรรค์ กำลังปิดร้านค้าปรากฏมีคนร้าย 3 คนได้บุก “เข้าปล้น” ทำการกวาดทรัพย์สินไปได้หลายอย่างแต่เป็นที่ “อัศจรรย์” เมื่อ “กระป๋อง” ที่ “ลุงทองสุข” ใช้เป็นที่ “เก็บเงิน” จากการขายของในช่วงกลางวันที่ “ตั้งอยู่บนหัวนอน” โจรไม่ได้นำไปด้วยเหตุก็เพราะใน “กระป๋องใบนั้น” มี “เหรียญรุ่นแรกหลวงพ่อฮวดวัดหัวถนนใต้” ที่ลุงทองสุขนำมาใส่ไว้และขณะที่โจรล่าถอยออกจากร้านเพราะได้ทรัพย์สินตาม ที่ต้องการแล้วแต่ “ลุงทองสุข” กลับเกิดเสียดายทรัพย์สินจึงวิ่งตาม เลยถูกโจรยิงกระสุนเจาะเข้าที่หัวไหล่ขวาของลุงทองสุข แต่ปรากฏว่ากระสุนไม่ทะลุผิวหนังเลยเพียงแต่เป็น “รอยไหม้” และบวมเท่านั้นแสดงให้เห็นว่า “เหรียญหลวงพ่อฮวด” มีพุทธานุภาพทางด้านคงกระพันชาตรีและแคล้วคลาดเป็นเยี่ยม

- 61403_56821.jpg (34.73 KiB) เปิดดู 4039 ครั้ง
อีกเรื่องที่ต้องนำมาเสนอคือ “นายชวการ รัตนธีรเดช” เล่าว่าพี่ชายของ “เสี่ยเฮ้า” ซึ่งเป็นเพื่อนของเขาเองและเป็นศิษย์ “หลวงพ่อฮวด” ด้วยมีอาชีพ “ค้าข้าว” จึงต้องตระเวนวขับรถ 10 ล้อไป “ขนข้าว” ตามที่ต่างๆวันหนึ่งขณะขับรถวิ่งมาถึง “สามแยกวิเศษโพธิ์ทอง” ก็ถูกคนร้าย 3 คนใช้ปืน “บุกปล้น” และบังคับให้ขับรถเข้าไปในป่าลึกจากนั้นจึงจับพี่ชาย “เสี่ยเฮ้า” และลูกน้องมัดกับต้นไม้เพื่อรอให้มืดลงจึงจะขับรถขนข้าวหนีไป แต่ระหว่างรอเวลาให้มืดลง “หนึ่งในคนร้าย” ได้ใช้ปืนจ่อเข้าที่ “หัวพี่ชายเสี่ยเฮ้า” พร้อมขู่ขึ้นว่า “ยิงทิ้งซะดีมั้ง ขี้เกียจเฝ้าแล้ว” พี่ชายเสี่ยเฮ้าตัวเย็นเฉียบด้วยความกลัวจึงหลับตาลงแล้วพึมพัมว่า “หลวงพ่อฮวด...ช่วยลูกด้วย” พอสิ้นคำก็ปรากฏเรื่องที่น่าอัศจรรย์เมื่อพี่ชายเสี่ยเฮ้ามองเห็น “หลวงพ่อฮวด” มานั่งลอยเด่นอยู่บนหัวตัวเองทั้งๆที่ยังหลับตาและพอลืมตาขึ้นก็เห็น 3คนร้ายเดินไปที่รถแล้วทำการสตาร์ทรถขับหนีไป พี่ชายเสี่ยเฮ้าจึงแก้มัดตัวเองจนหลุด ไปขอความช่วยเหลือจากชาวบ้านให้พาไปแจ้งความกับตำรวจ

- รูปหล่อหลวงปู่
- 61403_56820.jpg (33.79 KiB) เปิดดู 4035 ครั้ง
ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ระดมกำลังติดตามคนร้าย ยังบริเวณที่เห็นคนร้ายขับรถหนีไปจึงพบรถ 10 ล้อ จอดอยู่ไม่ไกลจากที่เกิดเหตุมากนัก ซึ่งเป็นที่น่าแปลกใจเพราะระยะเว ลาห่างกันตั้ง 3-4 ชั่วโมง แต่คนร้ายกลับขับรถหนีจากที่เกิดเหตุได้ไม่มากนัก โดยสังเกตได้จากรอยล้อรถที่มีการขับวนเวียนอยู่บริเวณนั้นหลายรอบ ในลักษณะหาทางออกไปไม่ได้จึงต้องทิ้งรถหลบหนีไปครั้น “เสี่ยเฮ้า” ทราบเรื่องจากพี่ชายก็ไปกราบ “หลวงพ่อฮวด” พร้อมเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ท่านฟังโดยยืนยันกับท่านว่า “เพราะหลวงพ่อไปช่วยพี่ชายจึงไม่ถูกยิงและเอารถไปไม่ได้” แต่ “หลวงพ่อฮวด” ก็นั่งเฉยไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ “เสี่ยเฮ้า” จึงย้ำถามหลวงพ่ออีกหลายครั้งว่าไฉนจึงไปช่วยพี่ชายได้ที่สุดหลวงพ่อจึงบอก ว่า “ฉันนั่งสมา ธิและแผ่เมตตาไปให้กับลูกศิษย์ทุกคน ดังนั้นถ้าผู้ใดตกทุกข์ได้ยากแล้วระลึกถึงฉัน เขาก็จะมองเห็นฉันเหมือนนิมิตนะ” เสี่ยเฮ้าได้ยินชัดเจนจึงก้มกราบเท้าท่านแบบยอมรับและนับถืออย่างสนิทใจ

- พระกริ่ง
- 61403_56819.jpg (38.98 KiB) เปิดดู 4033 ครั้ง
“หลวงพ่อฮวด” เกิดเมื่อวันจันทร์ที่ 6 มิถุนายน 2447 ปีมะโรง ที่ ต.ดอนหวาย อ.ทับทัน จ.อุทัยธานี เดิมมีชื่อว่า “ฮวด” นามสกุล “พงษ์ทอง” บิดาชื่อ “นายสา” มารดาชื่อ “นางมี” มีอาชีพทำนาและพี่น้อง 4 คน “หลวงพ่อ” อุปสมบทที่ วัดพนมรอก อ.ท่าตะโก จ.นครสวรรค์ เมื่อปี พ.ศ.2466ได้รับฉายาว่า “กณฑโว” โดยมี “เจ้าคุณนิพัทธรรมจารย์ วัดพนมรอก” เป็นพระอุปัชฌาย์หลังอุปสมบทแล้วได้จำพรรษาและปรนนิบัติรับใช้พร้อมทั้งเล่า เรียนพระธรรมวินัยพระปริยัติธรรมและวิทยาคมจาก “พระอุปัชฌาย์” แล้วจึงย้ายไปจำพรรษาที่ “วัดหัวถนนใต้” ตลอดมานอกจากนี้ยังได้เดินทางไปศึกษาวิทยาคมจาก “หลวงพ่อสุข วัดสระโบสถ์” ต.ดอนคำ อ.ท่าตะโก จ.นครสวรรค์ และยังได้รับตำราใบลานของ “หลวงพ่อเฒ่า แห่งวัดหนองโพ” ซึ่งเป็นอาจารย์ของ “หลวงพ่อเดิม” โดยได้รับคำชี้แนะอย่างใกล้ชิดจาก “หลวงพ่อเดิม” อีกด้วย

- อุโบสถ วัดหัวถนนใต้
- 61403_56817.jpg (43.98 KiB) เปิดดู 4028 ครั้ง
โดยในสมัยนั้น “หลวงพ่อเดิม” ได้รับกิจนิมนต์ไปยังที่ใดก็มักจะชวน “หลวงพ่อฮวด” ร่วมเดินทางไปด้วยเสมอจึงนับได้ว่า “หลวงพ่อฮวด” เป็นศิษย์ร่วมอาจารย์เดียวกับ “หลวงพ่อเดิม” และยังได้ศึกษาวิทยาคมเพิ่มเติมจากหลวงพ่อเดิมอีกด้วยถึงกระนั้นก็มิได้หยุด การเสาะแสวงหาอาจารย์เพื่อขอถ่ายทอดคาถาอาคม จึงไปทำการศึกษาวิชาเพิ่มเติมจาก “หลวงพ่อพุฒ” จังหวัดอ่างทอง “หลวงพ่อนอ” จังหวัดอยุธยาทั้งนี้เพราะหลวงพ่อแต่ละรูปก็เก่งกันไปคนละด้านนั่นเอง ต่อมาเมื่อปีพ.ศ.2474ได้รับแต่งตั้งเป็น “เจ้าอาวาสวัดหัวถนนใต้” และ “เจ้าคณะตำบลหัวถนน” ด้วยคุณงามความดีของหลวงพ่อจึงได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตร ชั้นโท “พระครูนิยุตธรรมประวิตร” เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2531 “หลวงพ่อฮวด” ถึงแก่มรณกาลเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2535 อายุได้ 89 ปี พรรษาที่ 68 คณะศิษย์จึงจัดพิธีสรงน้ำศพขึ้นที่วัดเวลาประมาณ 16.30 น.ขณะเริ่มสรงน้ำศพก็ปรากฏฝนได้โปรยปรายลงมาทั้งๆที่ยังมีแดด ยังความอัศจรรย์ใจแก่ผู้พบเห็นเป็นยิ่งนัก จากนั้นคณะศิษย์ได้บรรจุร่างของท่านลงในโลงแก้ว เพื่อให้สาธุชนได้กราบไหว้บูชาและจัดสวดพระอภิธรรมถวายท่านใน100วันแรก ซึ่งระหว่างนี้ปรากฏว่าผู้คนที่แวะไปกราบไหว้ ต่างก็มีโชคมีลาภจากเลขอายุและเลขพรรษาอย่างทั่วหน้า ยิ่งกว่านั้นสภาพสังขารของท่านดุจดั่งคนนอนหลับธรรมดาไม่มีการเน่าเปื่อย ทั้งๆที่มิได้ฉีดยาหรือปิดฝาโลงด้วยสุญญากาศแต่อย่างใด แถมเส้นเกศายังค่อยๆงอกยาวขึ้นอีกด้วย คณะศิษย์จึงมีมติให้จัดสร้างพระวิหารถวายท่าน เพื่อเป็นที่ตั้งศพและที่สิงสถิตดวงวิญญาณอันศักดิ์สิทธิ์ พร้อมเครื่องอัฐบริขารของท่านไว้ให้สาธุชนทั่วไปสักการะกราบไหว้บูชาสืบไป

- หลวงปู่ในมณฑป
- RIMG0150.JPG (112.01 KiB) เปิดดู 4027 ครั้ง
จากนั้นผ่านไปอีก 4 ปี หนังสือพิมพ์รายวัน “เดลินิวส์” ที่ท่านอ่านอยู่นี้ฉบับวันที่ 8 เมษายน 2539 ได้เสนอข่าวพาดหัวว่า “เผยปาฏิหาริย์ปู่ฮวด” โดยเนื้อข่าวสรุปว่าทางวัดหัวถนนใต้และคณะศิษย์ได้เปิดโลงแก้ว เพื่อชำระทำความสะอาดร่างหลวงพ่อฮวดเพื่อทำบุญวันสงกรานต์ หลังจากหลวงพ่อฮวดได้มรณภาพมา 4 ปีแล้ว ปรากฏว่าร่างของท่านไม่เน่าเปื่อย แต่กลับกลายเป็นหินแข็งมีสีเป็นทองอย่างน่าอัศจรรย์ยิ่ง ดังนั้นหากท่านผู้อ่านมีโอ กาสก็ไปกราบขอพรจากท่านได้ ณ วัดหัวถนนใต้ อ.ท่าตะโก จ.นครสวรรค์
ขอบคุณ น.ส.พ. เดลินิวส์(ขออนุญาตนำภาพมาเพิ่มเติม)และท่านเจ้าของเว็ป