อาทิตย์ 21 ก.ย. 2008 12:13 am
มหาอริยมรรค ตะกรุดพับแห่งแรกในสยาม
โดย รณธรรม ธาราพันธุ์ปลายฝนต้นหนาวเมื่อจวนออกพรรษา ผมและเพื่อนพ้องพากันไปกราบนมัสการ
หลวงพ่อสาลีโข ณ พุทธอุทยานธรรมโกศล ต.หน้าไม้ อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี ทุกคนได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีจาก
คุณป้าจิระนันท์ ธรรมโกศล บุตรีบุญธรรมคนเดียวของหลวงปู่เผือกที่ได้รับอนุญาตให้ใช้
"สมณศักดิ์" ของท่านเป็นนามสกุล
ครั้นได้เข้าพบหลวงพ่อก็ทราบว่าท่านมีอาพาธเนื่องด้วยเส้นโลหิตในสมองตีบจนต้องเข้ารับการผ่าตัด แต่สุขภาพโดยรวมแล้วนับว่าแกร่งนักหากเทียบกับคนวัยเดียวกัน ผมสังเกตดูผิวพรรณลักษณ์ของท่านเห็นได้ชัดว่าผ่องใส เปล่งปลั่งกว่าเมื่อก่อน อาจเป็นด้วยการควบคุมดูแลด้านอาหาร อาจด้วยการทำโยคะศาสตร์เป็นประจำ ฤาอาจด้วยอำนาจฌานสมาบัติที่ท่านเชี่ยวชาญ...
ย่อมเป็นไปได้ทั้งนั้น แต่ประโยคหนึ่งที่ตื่นใจ ท่านกล่าวว่า...
“พวกเธอควรยินดีและอนุโมทนากับฉันที่ทุกวันนี้ฉันกำลังก้าวเดินไปบนเส้นทางสายมรรคาปฏิปทา” แปลง่าย ๆ ท่านเริ่มหันข้างให้
"วิทยาคุณ" แม้ไม่ถึง
"หันหลัง " ก็นับเป็นก้าวสำคัญที่ท่านกำลังใช้สมาธิอันชำนาญเป็นบาทฐานก้าวขึ้นสู่ความเป็น
"พระอริยบุคคล" หรือนี่คือตัวแปรเรื่องผิวพรรณและราศี แม้ท่านปรารภว่าท่านคือเชือกที่กำลังคลายออกจากการกระหวัดรัดรึงกับโลกแห่งขลัง หากพวกเราผู้เปี่ยมกิเลสกลับพยายามรั้งเชือกทั้งสองด้านเพื่อให้รัดแน่นเข้า ก็ด้วยเกรงว่าท่านผู้ทรงพิทยาคุณเช่นนี้จะหมดไปดอก ท่านผู้รู้แท้รู้จริง ผู้แตกฉานใน
"อักขระวิธี" การลบผงวิเศษทั้งห้าประการอย่างอุตสาหะ สร้างตะกรุดที่ทรงอิทธิฤทธิ์ได้ถูกถ้วนอย่างโบราณาจารย์จนคุ้มชีวิตคนมานักต่อนัก
น่าเสียดายเหลือเกิน แต่เสียดายก็หมายเอาว่าเสียดายผู้รู้จริงในศาสตร์ลี้ลับอัศจรรย์เยี่ยงนี้ มิได้เสียดายที่ท่านปฏิวัติจิตไปสู่สิ่งที่ดียิ่งกว่า ถ้าว่ายินดีก็ต้องยินดีกับ
"โลกสงสาร" ที่จะได้สดับธรรรมจาก
"พระสุปฏิปันโน" อีกรูปหนึ่ง
เมื่อท่านออกเดินจากสายทางแห่งไสยศาสตร์นี้ไป สิ่งที่ท่านทิ้งไว้เป็นมรดกคือ วัตถุมงคลที่ขลังแท้ดีจริง ด้วยท่านเป็นพระโบราณโดยนิสัย มิใช่เสแสร้งแกล้งเป็น การสร้างขลังแต่ละคราวท่านจึงพิถีพิถันยิ่ง ท่านว่าทำแล้วต้องทำให้ดี ให้คุ้มชีวิตเขาได้ ให้อยู่คู่พระศาสนาไปจนสิ้นห้าพันปี
ทุกวันนี้น้อยคนนักจะได้เข้าพบท่าน ดังกล่าวแล้วว่าท่านอาพาธด้วยระบบเกี่ยวกับสมองซึ่งเป็นส่วนสำคัญของมนุษย์ คณะศิษย์จึงอยากให้ท่านพักผ่อนมาก ๆ การรับแขกต่อเนื่องย่อมส่งผลกระทบกับสุขภาพท่านแน่นอน ถ้าใครไปแล้วไม่ได้เข้าพบขอได้โปรดเข้าใจ อย่าคิดว่าศิษย์กีดกันเลยนะครับ
ส่วนวัตถุมงคล ท่านรับรองด้วยปากหลายครั้งว่า ของทุกชิ้นท่านทำไว้ดีที่สุดแล้วจึงมอบให้เป็นสมบัติของมูลนิธิพุทธอุทยานธรรมโกศล และมูลนิธิฯ ก็ได้นำออกให้บูชา เมื่อเช่าของทุกอย่างสามารถนำไปใช้ได้เลยไม่ต้องมาให้ท่านเสกเป่าอีกแต่อย่างใด และวัตถุมงคลแต่ละอย่างทางวัดจะมอบเอกสารวิธีการอาราธนาให้ด้วยทุกชิ้นไป
วัตถุมงคลอันหลวงพ่อสาลีโขได้รังสรรค์นับเนื่องแต่ปี พ.ศ. 2509 คือสร้างรูปเหมือนเท่าองค์จริงของหลวงปู่เผือก วัดสาลีโขภิตาราม อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี พ.ศ. 2510 สร้างเหรียญรุ่นแรกรูปหลวงปู่เผือกประทับนั่งบนหลังราชสีห์ เรียกกันในหมู่ผู้นิยมพระว่า เหรียญขี่สิงห์
พ.ศ. 2511 สร้างพระผงผสมว่านทั้ง 4 พิมพ์ พิธีนี้นับเป็นมหาพุทธาภิเษกที่แปลกต่างไม่เหมือนใคร กล่าวคือ คุลีการมวลสารประสมเนื้อและกดพิมพ์ไปพร้อม ๆ กับการพุทธาภิเษก ส่งผลให้ชื่อเสียงของหลวงปู่เผือกและหลวงพ่อวัดสาลีโขลือกระฉ่อนไปทั้งประเทศ
จากนั้นหลวงปู่เผือกก็อนุญาตให้สร้างวัตถุมงคลต่อเนื่องมาอีกหลายรุ่น แต่ละรุ่นสร้างอย่างถูกต้องตามหลักไสยเวทย์พุทธาคมแท้จริง ถ้าเป็นพระผงย่อมต้องประสมด้วยผงวิเศษห้าประการ ได้แก่ ผงปถมัง ผงอิทธเจ ผงตรีนิสิงเห ผงมหาราช และผงพุทธคุณ ว่านศักดิ์สิทธิ์ที่เก็บและเลี้ยงด้วยน้ำพระพุทธมนต์ ลงอักขระก่อนนำมาบดเป็นผงทุกครั้ง ดินจากสังเวชนียสถานสี่แห่งในอินเดียและสถานมงคลต่าง ๆ แร่ธาตุกายสิทธิ์มากมาย ผงพุทธคุณจากครูบาอาจารย์หลายร้อยองค์ ผงพระก้นกรุหลายแห่ง ฯลฯ
นี่เรื่องของพระผงพระโลหะยิ่งยากใหญ่ หลวงพ่อต้องนำแผ่นทองคำบริสุทธิ์ แผ่นเงินบริสุทธิ์ และแผ่นทองแดง มาลงอักขระพระยันต์ต่าง ๆ นับร้อยยันต์อันท่านชำนาญนัก พร้อมลงสูตร นะปถมัง ซึ่งกระจายออกเป็นอักษร นะ มหาวิเศษได้อีก 108 นะ
ท่านลงแล้วลบถมซ้ำแล้วซ้ำอีก ซ้อนกันได้หลายร้อยแผ่นน้ำหนักนับสิบกิโล จากนั้นจึงนำไปหลอมรวมกับโลหะวิเศษจากหลายสถานที่ แล้วรีดเป็นแผ่นเข้าแม่พิมพ์ปั๊มเป็นเหรียญพระ คำรับรองที่มั่นคงดุจขุนเขาออกจากปากท่านว่า...
“เหรียญที่ปั๊มออกมาแล้วไม่ต้องปลุกเสกอีกแต่อย่างใด ให้นำไปแขวนได้เลย !”เป็นวาจาที่อาจหาญดังราชสีห์คำรามในวันนี้แม้หลวงพ่อยังดำรงขันธ์อยู่ แต่ก็มีอาพาธและอุปสรรคแห่งวัยเป็นเครื่องทอนกำลัง จะให้เหมือนเมื่อยังหนุ่มย่อมเป็นไปไม่ได้ ฉะนั้นเครื่องมงคลประดามีหากหวังให้ท่านสถาปนาออกมาเรื่อยก็เห็นแต่ทางยาก ยิ่งท่านเปรยถึงการปฏิบัติที่ต่อไปจะมุ่งตรงต่อพระพุทธเจ้าโดยถ่ายเดียวคณะศิษย์ทำได้ก็แต่อนุโมทนา และตั้งหน้าเก็บวัตถุมงคลของเก่าที่ตกค้างอยู่ต่อไป
ทว่าในหลายปีก่อน หลวงพ่อได้รังสรรค์ตะกรุดสุดพิเศษขึ้นชุดหนึ่ง ปรารภว่าไว้แจกจ่ายในภายหลังจากท่านทิ้งขันธ์ไปแล้ว จะเพื่องานทำบุญของท่าน หรือจะเพื่อประโยชน์สำนักต่อไปภายหน้าก็สุดแล้วแต่คนอยู่หลังจะหวังกัน
ตะกรุดนี้มีความพิสดารหลายประการคล้ายท่านทำอย่างทิ้งทวน หลวงพ่อประจุอักขระสำคัญที่ท่านบรรลุถึงอย่างแท้จริงลงไปบนแผ่นเงินบริสุทธิ์ จารด้วยมือท่านเองเรียกสูตรเรียกนามถูกต้อง หากวาระนี้ท่านมิได้ม้วนแผ่นเงินเช่นตะกรุดทั่วไป กลับพับทบกันจนมีขนาดเขื่องกว่าพระวัดปากน้ำนิดหน่อย
ทำให้เราเห็นลายมือของหลวงพ่ออย่างชัดเจน จำได้แต่ไม่ถนัดนักเหมือนว่าท่านสร้างไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 ท่านปลุกเสกองค์เดียวอย่างมั่นใจ และการเสกครั้งนี้แปลกกว่าทุกคราว ด้วยท่านนำตะกรุดทั้งหมดเข้าอบรังสีจากธาตุกายสิทธิ์ชนิดหนึ่ง ธาตุวิเศษนี้เป็นที่แสวงหาจากผู้ศรัทธามาตลอดกาลอันยาวนานนับพันปี ครูบาอาจารย์ผู้ทรงคุณหลายรูปยอมรับถึงความมีอยู่จริงของธาตุนี้
ซ้ำบางท่านก็มีอยู่ในครอบครองหลวงพ่อสาลีโขเองได้เห็นอัศจรรย์ในธาตุกายสิทธิ์นี้ประจักษ์ตาหลายวาระ อาทิ เมื่อถูกคนนำออกจากที่ไปโดยมิได้รับอนุญาต ก็กลับมาหาได้เองหลังผ่านไปนานนับเดือน อีกทั้งการมาก็น่าตกตะลึงเมื่อท่านเปิดตู้มั่นคงที่ปิดแน่นหนา พบว่ามีรอยน้ำผึ้งเรี่ยราดเป็นทางในตู้อย่างไม่น่าเชื่อ ครั้นสำรวจตรวจดูก็พบธาตุวิเศษนี้ซุกอยู่ก้นตู้ด้านในสุดน่าอัศจรรย์
เข้าไปได้อย่างไร !!ของทนสิทธิ์อย่างนี้แหละที่หลวงพ่อนำแผ่นพระยันต์ไปอบร่ำไว้และปลุกเสกด้วยระยะเวลาที่ยาวนานชนิดเต็มกำลัง ท่านบอกว่ารังสีจากธาตุกายสิทธิ์นี้ได้ซึมซับไปทุกอณูของโลหะ
ดังนั้นตะกรุดนี้จึงอาจเป็นตัวแทนของธาตุศักดิ์สิทธิ์นั้นได้สนิทใจหลวงพ่อจึงแนะนำว่า
เมื่อได้ตะกรุดไปแล้วพึงนำไปแช่ในน้ำผึ้งบริสุทธิ์เป็นเวลา 3 วัน ระหว่างนั้นให้เตรียมน้ำมนต์ไว้ จะเอาเหรียญหลวงปู่เผือกทำน้ำมนต์รอท่าไว้ก็ได้ เมื่อครบกำหนดสามวัน จงตั้งจิตอธิษฐานให้ดีอัญเชิญตะกรุดออกมาแล้วดื่มน้ำผึ้งนั้นเข้าไป น้ำผึ้งธรรมดาย่อมเป็นน้ำผึ้งพิเศษได้ด้วยรังสีศักดิ์สิทธิ์จากตะกรุด เมื่อกินเข้าไปอำนาจส่วนหนึ่งของตะกรุดย่อมเข้าไปอยู่ในตัวเรา นั่นคือตะกรุดกับเราเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันโดยสมบูรณ์ เรียบร้อยแล้วให้นำตะกรุดมาล้างด้วยน้ำมนต์ที่เตรียมไว้จึงเอามาเลี่ยมแขวนหรือจะแช่น้ำผึ้งไว้รับประทานทุกวันก็ย่อมได้น่าประหลาดว่าพิธีกรรมที่หลวงพ่อประทานให้เรานั้นไปสอดคล้องกับตำราสำคัญของสำนักไสยเวทย์อันเลื่องชื่อในพัทลุง นั่นคือ สำนักวัดเขาอ้อ ตักศิลาแห่งวิทยาคุณทางภาคใต้
ในตำราอายุกว่าพันปีซึ่งท่านอาจารย์ชุม ไชยคีรี เมตตาแสดงไว้มีบางส่วนที่นำมาเล่าได้ดังนี้
“ท่านให้เอาเหล็กไหลเท่าเมล็ดข้าวโพดอมไว้ในปากกินน้ำลายตนเองเป็นประจำทุกวัน คงทนแก่ปืนผา หน้าไม้ กริช หอกทองแดง ขวากหนามกับสัตว์ร้ายที่มีเขี้ยวงาและแรงกัดฟันขยี้ อาจต่อสู้แก่คนหมู่มากแม้จะจับเราก็ไม่ติด แหวกวงล้อมและกรงขังขื่อคาไปได้ ทั้งเป็นยาอายุวัฒนะให้อายุยืนร้อยกว่าปี
อนึ่ง ท่านให้เอาเหล็กไหลเท่าเมล็ดข้าวโพดแช่น้ำผึ้งรวงกินเป็นประจำเช้าเย็นทุกวัน 7 วันคงเนื้อคงหนัง 3 เดือนอยู่คงถึงกระดูกคงถึงลูกที่เกิดมา 1 ปีหมดโรคหมดภัยนานา 3 ปีเกิดปัญญาเรียนรู้ธรรมจบพระไตรปิฎก 7 ปีกายเบาดังสำลีหมดกิเลสจากโลกนี้ไปสู่เทวโลกโดยไม่ทิ้งซากอสุภไว้ อนึ่ง ท่านให้เอาเหล็กไหลเท่าเมล็ดข้าวโพดประสมด้วยนวโลหะเท่าตัวควายถึก นวโลหะนั้นจะมีคุณภาพเหมือนเหล็กไหลไปหมด เป็นกายสิทธิ์ คงทน กำบังล่องหน คน ๆ เดียวต่อสู้ศัตรูได้ทั้งกองทัพ ผีสางเทวดายักษ์มารเปรตอสุรกายเกรงกลัว ทรงอำนาจเหมือนพระอุปคุตเถระ” มหัศจรรย์เกินพรรณนาแม้ไม่อาจรู้ได้ว่าธาตุกายสิทธิ์ของหลวงพ่อสาลีโขคืออะไร หากท่านประทานแนวทางการใช้ตะกรุดไว้ผมก็เห็นควรทำตาม
เรียกว่ามั่นใจในท่านร้อยเปอร์เซ็นต์ด้วยความวิเศษอย่างนี้ ทำยาก สร้างยาก สำเร็จยาก หลวงพ่อจึงอภิเษกนามว่า ตะกรุดมหาอริยมรรค แม้พระยันต์ในตะกรุดอาจดูไม่มาก ทว่าผมก็เข้าใจถึงความแตกฉานในหลวงพ่อที่เก่งกล้าและเชี่ยวชาญขึ้นทุกวัน คนเริ่มเก่งบางทีประจุยันต์มาก ลงมาก เสกนานด้วยเกรงไม่ขลัง
แต่คนเก่งเริ่มจารอักขระน้อยตัวด้วยมั่นใจและเป็นดังที่ว่าของดีไม่จำเป็นต้องมาก แม้การเสกยังน้อยวันน้อยเวลาลงเรื่อย ๆ เพราะจิตที่มั่นคงหนักแน่นดังภูเขา ลางทีเป่าพ้วงเดียวยังยิงไม่ออกก็มี
ผมเชื่อว่าหลวงพ่อเก่งขึ้นทุกวันบางพระอาจารย์ต้องประกอบพุทธาภิเษกเพื่อความมั่นใจ หากบางพระอาจารย์เสกลำพังองค์เดียวไม่ยุ่งใครเพราะมั่นใจในตน เรียกว่าอยู่อย่างเสือไม่ขอเนื้อใครกิน
หลวงพ่อเป็นดังนั้นความสามารถที่ท่านมีได้แสดงอภินิหารคุ้มครองคณะศิษย์มานับร้อยนับพันราย หากไม่เข้าถึงภาวะขลังได้จริงคงไม่อาจฝากชื่อและยืนอย่างสง่างามมาได้ตลอดสี่สิบกว่าปีนี้ ก็ท่านลือลั่นโด่งดังมาแต่ปี พ.ศ. 2502
เพียงทุกวันนี้ท่านหลีกหนีความเจริญอย่างโลก ๆ เพื่ออยู่อย่างสงบ หลบจากลาภ ยศ สรรเสริญ อันใคร ๆ ต่างกระเสือกกระสนให้ได้มา อย่างหลวงพ่อนั้นแม้ปรารถนาสิ่งดังว่าย่อมไม่ใช่เรื่องยากแม้สักน้อย แต่ท่านก็ไม่ยินดีเสมือนของเหล่านั้นเป็นอากาศธาตุ
โดยสถานะภาพความเป็นผู้ทรงวิทยาคุณอย่างเอกอุ หลวงพ่อได้สร้างตะกรุดไว้ 7 ชนิด ด้วยกัน ดังนี้
1.
ตะกรุดโทนสมเด็จพระนเรศวรมหาราช สร้าง 23 มีนาคม พ.ศ. 2512 เป็นวันเสาร์ห้า
2.
ตะกรุดโทนมหาระงับ สร้าง 7 มิถุนายน พ.ศ. 2523
3.
ตะกรุดโทนมหาจักพัตราธิราช สร้าง พ.ศ. 2525
4.
ตะกรุดหัวใจอริยสัจจ์โสฬสมงคล สร้าง พ.ศ. 2525
5.
ตะกรุดหัวใจบุรุษแปดจำพวก สร้าง พ.ศ. 2525
6.
ตะกรุดหัวใจพระวิภัตติ์ สร้าง พ.ศ. 2525
7.
ตะกรุดอะระหัง สุคะโต ภะคะวา สร้าง พ.ศ. 2525
และดอกที่ 8 อันเราได้รู้กันวันนี้คือ
ตะกรุดมหาอริยมรรค น่าแปลกว่าตะกรุดนี้ถูกสร้างเป็นลำดับที่ 8 นามของตะกรุดเองก็หมายถึงหนทางสายกลางอันนำไปสู่ความเป็นพระอริยบุคคลซึ่งมีด้วยกัน 8 สายทาง ที่เรียกกันว่า
"มรรคแปด" นั่นเอง

- img066.jpg (63.7 KiB) เปิดดู 9276 ครั้ง
ไม่แน่นักว่าตะกรุดนี้อาจเป็นมรดกขลังชิ้นสุดท้ายในรูปลักษณ์แห่งตะกรุดที่หลวงพ่อจะสร้างสรรค์ ใครที่รัก ของจริง จงเร่งรีบเถิด
ผมขอความกรุณา
คุณป้าจิระนันท์ไปขุดคุ้ยลุยตู้วัตถุมงคล เห็นตะกรุดเก่าค้างอยู่ 4 ชนิดไม่นับตะกรุดมหาอริยมรรค ซึ่งแต่ละอย่างมีจำนวนไม่มากนัก โลกแห่งขลังทุกวันนี้เจียนกลายเป็นโลกแห่งคนลวง บอกกันตรงนี้เลยว่าของจริงที่ทำได้อย่างโบราณประเพณีผมเห็นมีที่นี่ที่เดียว ณ ปัจจุบันนี้ ชี้แจงแล้วถ้าศรัทธาและเงินถึงให้รีบซะ
ของที่ค้างอยู่พอบอกเล่าได้ดังนี้
1. ตะกรุดมหาจักพัตราธิราช บูชา 5,000 บาท เหลือประมาณ 5 ดอก
2. ตะกรุดหัวใจอริยสัจจ์โสฬสมงคล บูชา 1,000 บาท
3. ตะกรุดหัวใจพระวิภัตติ์ บูชา 1,000 บาท
4. ตะกรุดหัวใจบุรุษแปดจำพวก บูชา 1,000 บาท
ส่วนตะกรุดมหาอริยมรรคให้ทำบุญดอกละ 3,000 บาท ของทุกอย่างอาจดูสูงราคา แต่เชื่อเถิดว่ามิใช่ของโหลดังที่เขาชอบโฆษณากัน หากเป็นของที่สูงคุณค่าชนิดที่ว่า ตะกรุดเป็นตะกรุด
อีกทั้งระยะเวลาที่สร้างมาบางชนิดก็เนิ่นนานร่วม 20 ปีเศษ ถ้าคนชอบขลังไม่น่าว่าราคานี้จะหนักหนาเกินควร บางวัดออกอะไรให้บูชาก็ไม่ทราบ หาที่มาในตำรับตำราก็ไม่มีเข้าทำนองสร้างให้แปลกเข้าว่า ยังขายกันห้าพันหกพัน
ก็ยังซื้อกันได้แฮะ มีสิ่งที่อยากแนะนำให้หายคาใจอีกอย่างคือ เหรียญหลวงปู่เผือกรุ่น 2 ที่นิยมเรียกกันว่า
เหรียญนั่งโต๊ะขาสิงห์ ซึ่งสร้างในปี พ.ศ. 2514 เป็นมหาพิธีที่สำคัญยิ่งของหลวงพ่อสาลีโขเรียกว่า
พิธีสี่มหาจักร เคยบรรยายไว้ครั้งหนึ่งแล้วถึงความวิเศษของพิธีนี้อยากทราบหา
"ศักดิ์สิทธิ์" เล่มเก่ามาอ่านกัน เล่มอะไรผมก็ลืมครับเห็นทีต้องโทรถามคุณวงเดือนเจ้าหน้าที่คนสวยของ
"ศักดิ์สิทธิ์"

- img065.jpg (85.59 KiB) เปิดดู 9276 ครั้ง
เหรียญนี้เป็นแผ่นยันต์มาหลอมสร้างและคลุกเคล้าผงวิเศษทั่วทุกเหรียญ คณาจารย์ที่มาเสกก็เหลือบรรยาย อาทิ
หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี หลวงพ่อทบ วัดชนแดน หลวงพ่อเทียม วัดกษัตราธิราช หลวงพ่อถิร วัดป่าเลไลยก์ หลวงพ่อพริ้ง วัดโบสถ์โก่งธนู หลวงพ่อโอด วัดจันเสน หลวงพ่อผาง วัดอุดมคงคาคีรีเขต หลวงพ่อนอ วัดกลางท่าเรือ หลวงพ่อเนื่อง วัดจุฬามณี หลวงพ่อคง วัดวังสรรพรส เป็นต้น
ขอย้ำว่าเป็นต้น โชคดีของแฟนานุแฟนศักดิ์สิทธ์อีกอย่างคือ
คุณป้าจิระนันท์ท่านไปค้นพบพระนาคปรกลอยองค์ที่สร้างยากอย่างสาหัสและเข้าเสกเป็นของหลักในพิธีสี่มหาจักรนี้ด้วยคือ พระปรกสาลีโข นอกจากเนื้อโลหะอันเป็นชนวนล้วน ๆ แล้ว ใต้ฐานยังอุดผงวิเศษไว้ทุกองค์
เมื่อปี พ.ศ. 2514 พระปรกสาลีโขเป็น องค์เอก ของพิธีนี้ทีเดียว คุณป้าไปค้นพบถึงสองเนื้อ คือ เนื้อเงินบริสุทธิ์ บูชา 2,000 บาท และเนื้อสัมฤทธิ์ บูชา 1,000 บาท
บอกได้คำเดียวว่า ให้ไว เหรียญหลวงปู่เผือกนั่งโต๊ะ ปี 14 บูชาองค์ละ 300 บาท เหรียญสีหบรรลือเนื้อเงินจารเต็มทุกเหรียญพิมพ์ใหญ่ 5,000 บาท พิมพ์เล็กจารเต็ม 3,000 บาท เนื้อทองแดงพิมพ์ใหญ่ 300 บาท พิมพ์เล็ก 200 บาท
แหวนพระเจ้าปราบไตรภพเนื้อเงินใต้ท้องแหวนอุดผงพุทธคุณประทับด้วยตราราชสีห์ มีหลายขนาด วงละ 900 บาท สร้าง พ.ศ. 2532 (ทองคำก็มี)
ผ้ายันต์พระเจ้าตรึงไตรภพสีขาว-สีแดง ผืนละ 200 บาท ผ้ายันต์บรรลือสีหนาทสองหน้าเย็บติดกันเป็นผืนเดียว บูชา 200 บาท สร้าง พ.ศ. 2533
ที่จริงยังมีอีกหลายรายการ วัตถุมงคลปีหนึ่งกว่าก็มีตกค้างพอสมควร เวลาหลวงพ่อประกอบพิธีใหญ่ท่านนำมาเสกซ้ำแล้วซ้ำอีก ถ้าของที่นี่คุ้มใครไม่ได้ผมจะเขียนใบลาออกจากถนนสายขลังกราบลาครูอำพลไปเดินบนถนนสายโสดคนเดียวให้มันรู้แล้วรู้รอดไป
เส้นทางไปวัดไม่ยากเลยบอกกันอีกที ถ้าใช้ถนนสายบางบัวทอง-สุพรรณบุรี วิ่งรถไปจนถึงสี่แยกนพวงศ์ นึกภาพว่าถ้าไปจากบางบัวทองหรือบางใหญ่ เลี้ยวซ้ายจะไปอำเภอบางเลน นครปฐม เลี้ยวขวาจะไปวัดหลวงพ่อล่ะ ตรงไปจะไปสุพรรณฯ แต่เขาห้ามเลี้ยวตรงกลางแยกด้วยเกิดอุบัติเหตุบ่อย ให้แล่นไปอีกประมาณ 200 เมตรจะพบทางยูเทอนขวามือ ก็ให้เลี้ยวกลับมาแล้วเลี้ยวซ้ายเข้าถนนลาดหลุดแก้ว อีกประมาณ 300 เมตรนั่นแหละพุทธอุทยานธรรมโกศลซ้ายมือ
ถ้าไปจากถนนติวานนท์ ก็ตรงไปตามป้ายที่บอกว่าไป อ.ลาดหลุมแก้ว เมื่อผ่านตัวอำเภอแล้วยังต้องตรงไปอีก สังเกตซ้ายมือจะเป็นป้ายสูง ๆ ของปั๊มน้ำมันยี่ห้อ คอสโม มองทางขวาทันทีจะเห็นวัดท่านแต่ยังเลี้ยวไม่ได้ เลยปั๊มคอสโมไปสักพักจะมีสะพานข้ามคลองจงชลอแล้วกลับรถที่ใต้สะพาน กลับรถแล้ววิ่งตรงไปอีกประมาณ 100 เมตร ซ้ายมือก็วัดท่านนั่นแล
โฮ้ย ! คนแก่เหนื่อยวุ้ย สงสัยอะไรโทรสอบถาม
คุณป้าจิระนันท์ก่อนได้ที่ 01-7788779 ได้แต่หวังว่าคุณป้าคงไม่ตำหนิที่ผมเอาเบอร์มาแจกโดยไม่ทันขออนุญาตนะครับ
ไปกราบรูปหล่อหลวงปู่เผือกได้ครับ ขอพรจากพระผู้ศักดิ์สิทธิ์เป็นมงคลดีออก.
** เรื่องนี้ลงในศักดิ์สิทธิ์ ฉบับที่ 527-528 ต้นปี 2548 โน่นน่ะครับ ดังนั้นราคาวัตถุมงคลคงไม่ใช่เท่านี้แล้ว และก็ไม่แน่ว่ายังจะมีเหลืออยู่ทีพุทธอุทยานธรรมโกศลหรือเปล่า เพราะหลังจากหลวงพ่อมรณภาพ ได้ข่าวแว่วๆว่าวัตถุมงคล โดยเฉพาะตะกรุดเหลือน้อยมาก จนบางรายการหมดไปแล้วด้วย จึงเรียนมาเพื่อทราบครับ **