อังคาร 19 พ.ค. 2009 11:17 pm
เมื่อพระอรหันต์ยกชาติ
โดย...รณธรรม ธาราพันธุ์สถานภาพของประเทศไทยในทุกวันนี้เป็นที่รู้กันทั่วว่าย่ำแย่ถึงขีด ใช่จะวุ่นวายเพียงปุถุชนคนหาเงิน แม้พระสงฆ์องค์เจ้าหลายต่อหลายรูปก็ร้อนใจทนดูอยู่เฉยไม่ได้ ต้องขวนขวายหาทางช่วยเหลือประเทศชาติ ไม่ได้ทางตรงก็ทางอ้อมท่านคิดว่าดีกว่าไม่ทำ

- หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน วัดป่าบ้านตาด
- 01-11.jpg (31.21 KiB) เปิดดู 3781 ครั้ง
หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน แห่งวัดป่าบ้านตาด ต.บ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี ก็เป็นพระเถระอีกรูปหนึ่งซึ่งไม่อาจดูดาย นั่งเท้าคางมองชาติแผ่นดินเกิดของท่านและลูกหลานหลายล้านชีวิตพินาศล่มจมลงต่อหน้าต่อตา จึงยอมแบกภาระที่เกือบจะปลงวางในอีกไม่กี่วันข้างหน้ามาบอกบุญพี่น้องชาวไทยให้ตะเกียกตะกายแหวกว่ายทั้งที่บางทีจะว่ายไม่เป็น
ก็ดีกว่างอมืองอเท้าให้ตายเปล่าสำหรับบางคนที่ไม่รู้จักความเป็นหลวงตามหาบัวถ่องแท้ อาจคลางแคลงใจ พระอะไรมานั่งบอกบุญปาว ๆ อยากดังงั้นหรือ มีอะไรกับรัฐบาลงั้นหรือ และคงอีกหลาย ‘หรือ’ ถ้ายังไม่รู้จักท่าน
วันนี้ผมจะเล่าหลวงตามหาบัว เป็นศิษย์ของหลวงปู่มั่น ภูริทัตตะมหาเถระ ผู้ได้ชื่อว่าเป็นมหาบุพพาจารย์ในพระฝ่ายอรัญวาสีและด้วยการประกอบความเพียรชนิด
‘ธรรมนั้นอยู่ฟากตาย’ ของหลวงตา ทำให้ได้รับความไว้วางใจจากพ่อแม่ครูอาจารย์มั่นให้อยู่รับใช้ใกล้ชิดถ่ายทอดอรรถธรรมแก่ท่านอย่างถึงพริกถึงขิงด้วยเวลา 8 ปีเต็ม
ก่อนที่หลวงปู่มั่นจะเข้าสู่โลกที่ปุถุชนไปไม่ถึง ได้ฝากฝังมรดกธรรมชั้นครูไว้สองท่าน หนึ่งนั้นถือเป็น
‘ธรรมทายาท’ เปรียบประดุจพี่ชายใหญ่ในวงศ์กัมมัฎฐาน คือ
พระราชนิโรธรังสี คัมภีร์ปัญญาวิศิษฏ์ (เทสก์ เทสรังสี) อีกหนึ่งนั้นเป็น
‘เนติ’ แบบอย่างและที่พึ่งอันควรถือตามคือ
พระราชญาณวิสุทธิโสภณ (บัว ญาณสัมปันโน)สองท่านนี้ที่หลวงปู่มั่นออกปากอย่างมีประจักษ์พยานหลวงตามหาบัว ท่านเริ่มเรียกองค์ท่านเองว่า
‘หลวงตา’ มาแต่ไหนผมจำไม่ถนัดทราบเพียงว่าท่านปรารถถึงคำ ‘หลวงตา’ ใช้เรียกพระผู้เฒ่าธรรมดา หามีอันใดวิเศษกว่าใครไม่ สานุศิษย์ผู้เลื่อมใสจึงขอโอกาสเรียกตามคำท่านโดยศรัทธา
ผู้เข้าถึงความถ่อมตัวถ่อมใจเพียงนี้ย่อมมีคุณธรรมอยู่ภายในอย่างหนักแน่นแน่แท้ ปรารถนาดำเนินชีวิตไปอย่าง ‘คนธรรมดา’ ไม่จำเป็นต้องวิเศษวิโส เด่นดัง เสริมบารมีอะไรแก่ตน
เพราะบำเพ็ญบารมีแท้จริงเต็มเปี่ยมหลวงตากรุณาเล่าให้ฟังถึงวัน
‘สิ้นโลก เหลือธรรม’ ว่าเกิดขึ้นที่วัดดอยธรรมเจดีย์ อ.โคกศรีสุพรรณ จ.สกลนคร ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ปี พ.ศ.2493 วันนั้นกิเลสชั้นละเอียดที่เรียกตามศัพท์ว่า
‘อวิชชา’ อันเป็นจอมกษัตริย์วัฎฎจิตได้พังทลายอย่างราบคาบลงจากหัวใจของท่านโดยมหาสติมหาปัญญา
เกิดความบริสุทธิ์อย่างแท้จริงขึ้นในดวงจิตดวงเดิม หากจะว่าเคยสกปรกตรงนั้น ครั้นชะล้างเข้าไปก็สะอาดขึ้นมา ณ ที่นั้นก็ไม่ผิด
นับแต่วันเพ็ญเดือน 6 ที่กิเลสตัณหาม้วนเสื่อลงจากหัวใจดวงวิเศษ ทำให้หลวงตามหาบัวครองธรรมชนิด ‘
นัตถิทานิปุนัพพโว...ภพใหม่ต่อไปอีก ไม่มีแล้วสำหรับเรา’ มาตลอด และยังมีกรุณาธิคุณอบรมพร่ำสอนมหาชนผู้เลื่อมใสทั้งพระ-เณร อุบาสก อุบาสิกา ให้ได้ดีอย่างท่านมากมาย
ผู้เคยกราบนมัสการหลวงตาจะไม่แปลกใจเลยหากได้ยิน
พระราชสังวรญาณ (พุธ ฐานิโย) กล่าวว่า
“ใครอยากดูหลวงปู่มั่น ให้ไปดูหลวงปู่มหาบัว” ด้วยการถอดแบบข้อวัตรของหลวงปู่มั่นชนิดทุกกระเบียด ทำให้หลวงตาเป็นที่ชื่นชมในหมู่นักปฏิบัติธรรมที่ตรงต่อธรรมจริง ๆ เป็นที่เลื่อมใสฝากเป็นฝากตาย ฝากชีวิตการบำเพ็ญภาวนาไว้กับธรรมะทุกคำของท่าน แล้วน้อมนำมาปฏิบัติตามได้อย่างลงใจ ไม่หวาดระแวงว่าจะเป็นธรรมลวงโลก
วัดป่าบ้านตาด ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีน้ำประปา ไม่มีโบสถ์ปูนใหญ่โตหรูหรา ไม่มีกุฏิปูนงามสง่า ไม่มีอะไร ๆ ที่โลกอยากมี ที่นี้คงสภาพแห่งธรรมวิถีที่พระพุทธเจ้าพาดำเนินมาอย่างเรียบง่าย ปราศจากความโอ่อ่า ฟุ่มเฟือย แต่บริบูรณ์ด้วยคุณธรรมแลศักดิ์ศรีแห่งความเป็นพุทธบุตรผู้ขึ้นตรงต่อพระพุทธเจ้าองค์เดียวโดยแท้
คนรู้จักผมหลายคยบ่นว่า
ถ้าท่านเป็นพระอรหันต์จริง ไม่น่าฉันหมาก บางคนเลยถึงหลวงปู่แหวนว่าเห็นจะไม่ใช่เพราะสูบบุหรี่
สงสัยเหลือเกินว่าคุณธรรมของพระมหาเถระสองรูปที่บำเพ็ญเกือบตายนี้จะแพ้แค่หมากไม่กี่คำ บุหรี่ไม่กี่มวน และเราผู้สงสัย...จนเชื่อตัวเองเลยเถิดไปตัดสินคุณธรรมของท่านเหล่านั้นเราบำเพ็ญอะไรมาบ้าง ชื่อว่า
‘สมาธิธรรม’ คือความสงบใจขั้นพื้น ๆ เพียงนี้เคยสัมผัสไหม หากยัง..ก็น่าจะอยู่แบบคน ‘ธรรมดา’ ไปก่อนดีกว่า
หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต เคยปรารภถึงเรื่องนี้กับพระผู้ใหญ่หลายรูปในวงศ์กัมมัฎฐานว่า
“หมากและบุหรี่ ไม่ใช่มัคคาวรณ์ และสัคคาวรณ์”แปลว่า
หมากและบุหรี่ ไม่ใช่เครื่องกั้นสวรรค์และนิพพานอย่าสงสัยถ้ายังไม่เป็นหลวงปู่ขาว อนาลโย เคยเตือนศิษย์ถึงการปรามาสพระอรหันต์ว่า “ต้องไปเกิดเป็นสัตว์นรก 500 ชาติ แล้วมาเป็นสัตว์เดียรฉานอีก 500 ชาติ” ตลอด 1,000 ชาตินี่....
เอาดีไม่ได้เลย!หลวงตามหาบัว เป็นพระมหาเถระอีกรูปหนึ่งที่ผมเชื่อมั่นอย่างแน่นแฟ้นสนิทใจว่าท่านเป็นพระที่ไม่กลับมาเกิดอีกร้อยเปอร์เซ็นต์ หรือจะมีกี่เปอร์เซ็นต์ก็ให้เต็มตามเปอร์เซ็นต์นั้น ๆ ไปอย่างไม่สะดุดใจ ความเห็นนี้ถูกรับรองโดยพระมหาเถระหลายสิบรูป โดยเฉพาะหลวงพ่อพุธ ฐานิโย เมื่อผมกราบเรียนถามว่า
ในชีวิตหลวงพ่อนี้ มั่นใจคุณธรรมครูบาอาจารย์องค์ไหนมากที่สุด ท่านตอบทันทีว่า
“มีอยู่สามองค์ หลวงปู่ฝั้น อาจาโร หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี และ หลวงปู่มหาบัว ญาณสัมปันโน”ทั้งนี้ทั้งนั้นมิได้หมายความว่าครูอาจารย์องค์อื่นจะไม่เป็น แต่หมายถึงพระที่หลวงพ่อพุธเคยสัมผัส เคยคลุกคลีใกล้ชิด ท่านจึงกล้าออกปากได้อย่างสนิทใจ
โดยนิสัยของหลวงตาไม่เคยปรากฏมีสิ่งนอกศาสนาเข้ามาข้องแวะ อันใดที่ขัดต่อการประพฤติธรรมของพระ เณร และสาธุชนทั้งหลาย เป็นอันว่าไม่ได้เข้ามาอยู่ในวัดป่าบ้านตาด อย่าว่าแต่การสร้างและเสกวัตถุมงคลใด ๆ เลย แม้แต่การสร้างโบสถ์ วิหาร ลานเจดีย์ ท่านก็ไม่ปรารถนา
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระมหาจักรพรรดิในหัวใจคนไทยนี่แหละ เคยปรารภกับหลวงตาถึงการสร้างโบสถ์วัดป่าบ้านตาด ซึ่งพระองค์จะทรงรับภาระค่าใช้จ่ายทั้งหมดโดยลำพังพระองค์เดียว
หลวงตาปฏิเสธทรงออกพระโอษฐ์ถึง 3 ครั้ง 3 หน หลวงตาปฏิเสธและถวายพระพรถึงเหตุผลว่าหากมีการสร้างโบสถ์ ประตูวัดที่เคยปิดกั้นสัตว์ใหญ่ อาทิ สุนัขเข้ามากัดสัตว์อ่อนแอเช่น กระแต กระรอก กระต่าย ไก่ป่าในวัด ก็ต้องเปิดตลอด รถบรรทุกวิ่งเข้าวิ่งออกทั้งวัน คนงานชาย-หญิงเต็มวัด และโบสถ์ 1 หลังใช่จะสร้างเดือนสองเดือนเสร็จ ใช้เวลาเป็นปี คนงานชายหญิงมาอยู่กันนาน ๆ ก็เกิดครอบครัวขึ้นในวัด ไม่เหมาะสมหลายอย่าง
โดยเฉพาะความสงบ ตอกนั่น ตีนี่ ดังสนั่น ขัดต่อการปฏิบัติธรรมภาวนา เฉพาะศาลาที่ใช้ทำสังฆกรรมอยู่นี่ก็พอเป็นไปไม่ติดขัดอะไรอยู่แล้ว
เมื่อหลวงตาถวายพระพรตอบไปดังนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงรับฟัง และไม่ตรัสขอซ้ำอีกเลย เห็นได้ถึงความทรงพระปรีชาญาณยิ่งที่เข้าพระทัยถึงความจำเป็นของวิถีชีวิตในวัดป่าบ้านตาดอย่างแท้จริง
ผมซึ้งใจในหลวงตานัก ถ้าเป็นพระที่ชอบหน้าชอบตาคงดีใจหลายที่ในหลวงขอสร้าง มากต่อมากวัดที่ผมเห็นสร้างโบสถ์ใหญ่โต แต่ไม่มีพระ-เณรเข้าไปทำวัตรสวดมนต์ มีเพียงนกพิราบกับจิ้งจกพอได้อาศัยแพร่พันธุ์และขับถ่ายให้เป็นบุญกับคนสร้างแค่นั้นเอง
ดังนั้น ทุกสิ่งทุกประการในวัดป่าบ้านตาด จึงเกิดขึ้นตามลำดับความจำเป็น ตามเหตุอันสมควร หาได้ตามใจกิเลสตัณหาใครไม่ แม้กฐินผ้าป่าทุก ๆ ปี ทางวัดก็ไม่เคยบอกบุญใคร ไม่เคยมีซอง ไม่มีคำประกาศเชิญชวนจากหลวงตาและตัวแทนของวัดแม้สักครั้ง
คงมีเพียงผู้เลื่อมใสขอจองกฐิน-ผ้าป่า และเลยไปชวนพรรคพวกเพื่อนฝูงมาสร้างมหาทานบารมี แต่คงยึดหลักปฏิบัติที่ห้ามแจกซองบอกบุญประเภทโฆษณาประชาสัมพันธ์ และห้ามมีวัตถุมงคลใด ๆ ตอบแทน
เป็นทานที่เกิดจากใจดวงศรัทธาแท้ ไม่ปรากฏการเคลือบแฝงทำทานเพราะประสงค์
‘เพิ่มหน้า’ หรือหาของขลัง จึงเป็นทานชนิดที่พระพุทธเจ้าวางแบบไว้จริง
อานิสงส์ประมาณไม่ได้แนวทางดังกล่าวทั้งหมดนั้น หลวงตาพาดำเนินมาเป็นระยะเวลากว่า 49 ปี ท่านไม่เคยล่วงเกินและไม่อนุญาตให้สิทธิพิเศษใครล่วงเกิน แต่วันนี้ท่านยอมหักปฏิปทาออกหน้ามาบอกบุญคนไทยทั้งชาติ ให้เร่งรีบขวนขวายยกชาติไทยขึ้นก่อนจะตกต่ำลงเป็นข้าเป็นบ่าวต่างชาติ
ผมจะเล่าที่มาให้ฟังเช้าวันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ.2540 หลวงตาปรารภหลังฉันถึงการละสังขารของท่านว่าจะมีขึ้นในต้นฝนปีหน้า แต่เมื่อคืนนี้ท่านได้เข้าที่ภาวนาหันกลับมาดูโลกเป็นครั้งสุดท้าย โดยกำหนดจิตออกจากเมืองไทยไปดูทั่วกันหมด ลงทุกชาติทุกแห่ง จิตจับลงที่ใดขณะนั้นจะรู้ความเป็นไปของสถานที่นั้นว่าเป็นมาอย่างไร ต่อไปจะเป็นอย่างไร รู้หมดในขณะจิตเดียว
ท่านพิจารณาถึงความเป็นไปของ "โลกสงสาร" จนรอบแล้วกลับมายังประเทศไทย ท่านเล่าว่า แทนที่จะเห็นประเทศชาติเป็นปกติธรรมดา กลับแลเห็นเป็นร่างแหสีดำขนาดใหญ่ครอบประเทศไทยไว้อย่างมิดชิด ท่านแปลกใจมากว่ามันเป็นอะไร จึงกำหนดพิจารณาจนรู้ชัดถึงที่มาของนิมิตที่ท่านเห็น
จึงได้เข้าที่ภาวนาดูวิธีแก้ไขและขอนิมิตคนที่จะแก้ไขสถานการณ์เลวร้ายอันนี้ได้ ท่านพิจารณาหาคนคนนั้นอยู่ถึง 3 วันไม่ปรากฏใครเลยท่านจึงคิดว่าหากท่านเองก็วางเฉยไม่ลงมือทำแล้วชาติบ้านเมืองเห็นทีจะไม่รอด จึงปรารภกับคณะศรัทธาทั้งปวงในตอนเช้าว่า ขณะนี้ท่านมีความคิดที่จะทำอะไรสักอย่าง แน่นอนว่าพวกปากหอยปากปูจะต้องออกมาค้าน แต่เราไม่ถือสา ขออย่างเดียวคนที่นี่ (คณะศิษย์) อย่าค้านก็แล้วกันลงถ้าคนกันเองค้านล่ะก็จบ
เมื่อท่านหยุดพูด คนทั้งหลายทั้งปวงที่ยังไม่รู้ว่าเรื่องอะไร ก็พากันสาธุการดังลั่น ด้วยเชื่อในคุณธรรม สัมมาปฏิบัติของหลวงตาว่าพาทำอันใดต้องเป็นสิ่งที่ชอบควร ท่านจึงบอกว่าอีกสองสามวันท่านจะลงกรุงเทพฯ เพื่อสอบถามเรื่องจากผู้ใหญ่ในบ้านเมือง
อีกสามวัน ท่านลงมาสวนแสงธรรมที่พุทธมณฑล ให้ศิษย์ชั้นผู้ใหญ่ไปเชิญผู้มีหน้าที่รับผิดชอบต่อประเทศชาติมาถาม ท่านเล่าไปซักไปถึงสถานการณ์ของชาติถูกต้องหมดทุกประการ ทั้งนี้ตอนนั้นเรื่องเศรษฐกิจเลวร้ายยังไม่ปรากฏกว้างขวาง คงรู้กันเพียงผู้มีหน้าที่รับผิดชอบชั้นสูงเท่านั้น เป็นเหตุให้คนเหล่านั้นเกรงบารมีหลวงตานักหนา
เมื่อเหตุการณ์ถูกต้องตามความจริง ท่านจึงกลับวัดป่าบ้านตาดและเริ่มจัดโครงการช่วยชาติขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อ 30 มกราคม พ.ศ.2541 โดยมี
สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์อัครราชกุมารี เป็นองค์ประธานสนับสนุนฝ่ายคฤหัสถ์ มี
สมเด็จพระญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายก เป็นองค์ประธานสนับสนุนฝ่ายบรรพชิต

- พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ทรงเสด็จพระราชดำเนินเป็นการส่วนพระองค์
นมัสการพระราชญาณวิสุทธิโสภณ ณ สวนแสงธรรม พุทธมณฑล ทรงสดับพระธรรมเทศนา
และพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์เพื่อสมทบในโครงการช่วยชาติ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 23 เมษายน พ.ศ.2541
- กับในหลวง 01.jpg (38.44 KiB) เปิดดู 3779 ครั้ง
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ
สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ก็ทรงพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์เพื่อร่วมสมทบในโครงการช่วยชาติด้วย ขนาดพระประมุขของชาติยังมองเห็นความสำคัญอย่างยิ่งของการนี้ แล้วเราล่ะ?
ลองคิดดูบางคนบอกว่าหลวงตาทำถูกแล้ว น่าเห็นใจที่ท่านต้องมาเหนื่อยเพราะคนโกงบ้านกินเมืองไม่กี่คน แต่เห็นว่าหลวงตาจะหนื่อยเปล่า เพราะหนี้สินที่มีมากมายเหลือเกิน เงินที่หาได้มันช่างเล็กน้อยประมาณว่าเป็นหนี้เจ็ดล้านแต่ส่งหนี้เจ็ดร้อย
คิดถูกเหมือนกัน แต่ไม่ทั้งหมดถ้าผมเป็นหนี้คุณ 5 หมื่น แล้วผมส่งคืนเดือนละ 500 กับเงียบไปเฉย ๆ ปราศจากการขวนขวายใด ๆ
แบบไหนดีกว่ากัน!

- 01.jpg (39.62 KiB) เปิดดู 3771 ครั้ง
สิ่งที่หลวงตาพาพวกเราทำอยู่นั้น แน่นอนว่ายากจะหาใช้หนี้เขาได้ในเพียงกระพริบตา แต่จะให้เป็นหนี้แล้วอยู่เฉย นอนงอมืองอเท้ารอเขาเอาเข้าตะราง คงไม่ใช่คนผู้ฉลาดคิด นัยแห่งสำคัญอีกประการหนึ่งคือ งานอันยิ่งใหญ่นี้จะเป็นดุจพลังสำคัญที่ขับเคลื่อนสามัญสำนึกที่ดีของคนไทยให้ไหวตัวออกมา ให้รู้ซึ้งว่าการเป็นหนี้เป็นสินใครนั้นไม่ใช่เรื่องดี เป็นแล้วไม่ใช้คืน..ไม่รู้สึกที่จะดิ้นรนรับผิดชอบยิ่งแย่ใหญ่
หากจะว่าหนี้นี้เราไม่ได้เป็นผู้ก่อ ก็ถูกอีก แต่เมื่อเราอยู่ในเมืองไทยที่เปรียบเสมือนเรือใหญ่บรรทุกคนนับพัน และวันนี้เรือปรากฏรูรั่วนับไม่ถ้วน ถ้าต่างคนต่างเฉย คิดว่าธุระไม่ใช่ ข้าไม่ได้เป็นคนทำรั่ว ปล่อยให้เรือล่มจมลง
ใครเป็นคนตาย!!!

- 07.jpg (31.19 KiB) เปิดดู 3767 ครั้ง

- 05.jpg (33.47 KiB) เปิดดู 3762 ครั้ง
ขอเรียนให้ทราบว่าโครงการช่วยชาติของหลวงตามหาบัวนั้น อาจไม่ใช่ที่สุดของการใช้หนี้ต่างประเทศให้สิ้นไป แต่แน่นอนว่าจะเป็นชนวนสำคัญที่ปลุกเร้าให้ผู้มีตาปัญญาหลายฝ่ายตื่นตัวประสานงาน ดำเนินการรวมหัวใจคนไทย เดินหน้าใช้หนี้ต่อไป แม้วันข้างหน้าจะไม่มีหลวงตาเป็นผู้นำที่อุ่นใจให้กับเรา

- 03.jpg (51.1 KiB) เปิดดู 3762 ครั้ง
หากทุกคนร่วมแรงร่วมใจกันจริง ทำไมจะใช้หนี้ไม่หมด คิดดูว่าคนละ 1 บาท 60 ล้านคนก็ 60 ล้านบาทต่อวัน เก็บวันละบาท 30 วันจะได้เท่าไหร่ ทยอยส่งไป ทำไปสุดท้ายก็หมดเอง แต่นี่ไม่เป็นอย่างนั้น ต่างคนต่างว่าไม่น่าจะดี ไม่น่าได้ผล เลยไม่ทำ มันเลยไม่ได้ผลจริง ๆ
คนไทยสร้างหนี้ให้ตัวเองได้หลายทาง เครื่องสำอางต่าง ๆ เครื่องใช้ไม้สอย กระเป๋าถือ เสื้อกางเกง ยี่ห้อดัง รวมทั้งเพลงต่างประเทศ หนังต่างประเทศที่เข้าฉาย ล้วนเป็นเงินไหลออกซึ่งมีตัวเลขที่น่าตกใจ คงไม่สามารถขอให้เลิกละได้ นอกจากจะขอให้เพลา ๆ ลง
ท่านที่รักชาติ รักญาติพี่น้อง ไม่อยากให้ตกเป็นเมืองขึ้นของใครเพราะหนี้สิน โปรดช่วยกันสละทรัพย์ตามกำลังที่มีไปยังสถานที่ที่ลงยังหนังสือ ผมขออนุโมทนาล่วงหน้าก่อนเลยไม่มีบุญใดจะยิ่งใหญ่ไปกว่าบุญยกชาติหรอกครับ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตเรารวมอยู่ใน “ชาติ” นี้หมดบทความนี้ได้ตีพิมพ์เมื่อ วันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2541