อังคาร 30 ก.ย. 2008 2:37 pm
หลวงพ่อสาลีโข ตามที่ข้าพเจ้ารู้จัก โดย ศิษย์กวง จาก
http://www.oknation.net/blog/sitthi/2008/01/24/entry-1ความสงบราบเรียบของสถานปฏิบัติธรรมเล็กๆในเขตชานเมือง คนขับรถผ่านไปมาบริเวณนั้นเมื่อมองเข้าไป จะเห็นรูปปั้นพระภิกษุสงฆ์รูปหนึ่ง ยืนตระหง่านอยู่ใต้ต้นโพธิ์บนเนินดิน คนที่ไม่ได้อยู่ในวงการพระเครื่องคงจะไม่ทราบว่าสถานที่แห่งนี้มีความยิ่งใหญ่และสำคัญเพียงใด
แต่สำหรับคนรุ่นเก่าในวงการพระเครื่องจะรู้ว่าสถานที่แห่งนี้คือที่จำพรรษาของพระภิกษุสงฆ์องค์หนึ่ง ที่มีชื่อในเรื่องของการเป็นนักไสยศาสตร์ที่รู้จริง สร้างมงคลวัตถุออกมามีประสบการณ์เป็นที่แสวงหาของคนที่ชื่นชอบในศาสตร์สายนี้

- 01.jpg (27.53 KiB) เปิดดู 5007 ครั้ง
พระอาจารย์สมภพ เตชะปัญโญ หรือหลวงพ่อสาลีโข พระผู้มีเมตตาพระอาจารย์สมภพ เตชะปัญโญ หรือที่คนทั่วไปรู้จักในชื่อหลวงพ่อสาลีโข เป็นเจ้าสำนัก”พุทธอุทยานธรรมโกศล”แห่งนี้ ในวันที่ผมไปกราบนมัสการท่าน ทางสำนักฯกำลังเตรียมงานจัดพิธีสวดพระนพเคราะห์ในวาระขึ้นปีใหม่ซึ่งสำนักฯได้จัดมาทุกปี ปีนี้น่าจะเป็นปีที่สี่สิบแล้ว
สำหรับท่านที่จะเข้ามากราบนมัสการหลวงพ่อสมภพ นั้น ผมขอบอกกฎระเบียบให้ทราบล่วงหน้าก่อนว่า เวลาที่จะพบท่านควรเป็นช่วงเช้าจนถึงก่อนเพล เพราะหลังจากฉันเพลแล้วหลวงพ่อต้องฉีดยาและพักผ่อน เนื่องจากท่านมีอายุเกือบจะ 70 แล้วและสุขภาพของท่านไม่ค่อยดี ส่วนสิ่งของที่ท่านต้องเตรียมมาคือธูปเทียนและดอกบัว(หากเป็นไปได้ควรจะเป็นดอกบัวสีแดง”สัตตบงกช”) หากไม่มีเครื่องสักการะพวกนี้แล้วหลวงพ่อท่านจะไม่รับแขก เคยมีนายทหารบางคนมากราบท่านโดยไม่ได้เตรียมของมาและนึกว่าท่านจะเกรงใจ ผลหรือครับท่านไล่กลับเอาดื้อๆ
ซึ่งเรื่องเหล่านี้บางคนอาจจะคิดว่าไม่สำคัญ ไม่เห็นจะต้องเรื่องมาก แต่สำหรับหลวงพ่อแล้วท่านให้ความสำคัญในเรื่องดังกล่าวมาก โดยหลวงพ่อได้เมตตาเล่าให้ฟังถึงเหตุผลว่า บ้านมีกฎบ้าน เมืองมีกฎเมือง พุทธอุทยานธรรมโกศลแห่งนี้ก็มีกฎของสำนัก หากท่านเข้ามาในสำนักก็ควรให้ความเคารพสถานที่
“ สถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ บุคคลที่เข้ามาควรให้ความเคารพสถานที่ การนำดอกไม้ธูปเทียนเข้ามาบูชาพระเป็นเรื่องที่ดี สำหรับดอกบัวสีแดงหรือที่เรียกว่าสัตตบงกช เป็นความชอบส่วนตัว เนื่องจากในวันที่พระพุทธเจ้าประสูติ มีสัตตบงกชขึ้นมารองรับเวลาท่านเสด็จเดิน”
สิ่งหนึ่งที่หลวงพ่อเมตตาทำให้กับบุคคลที่เข้ามากราบนมัสการท่านคือ การลงทองบริเวณหน้าผากและบนฝ่ามือ
“สิ่งที่อาตมาทำให้นี้ ถือเป็นการให้ทานโดยให้แต่สิ่งที่ดีดี อย่างทองที่ใช้ลงเป็นทอง100% ชนิดเต็มแผ่น ถ้าโยมสังเกตดูจะเห็นว่าก่อนปิดทองให้โยม อาตมาจะนำแผ่นทองมาวางไว้บนตักเป็นเคล็ดว่าทองกองบนตัก ผงที่ใช้ลงคือผงอิทธิเจและผงวิเศษเก่าของฤษี ซึ่งมีความศักดิ์สิทธิ์ เมื่ออาตมาลงให้แล้วการรักษาให้อยู่กับตัวเป็นเรื่องที่ยาก ขึ้นอยู่กับตัวของโยมเองว่าจะรักษามันได้ไหม หากทำไม่ได้ก็อย่าลงเลย อาตมาจะพรมน้ำมนต์ให้แทนแล้วกัน”
นี่คือความเมตตาของท่านที่มอบให้กับลูกศิษย์และผู้ที่เคารพนับถือในตัวท่าน สำหรับข้อห้ามหลังจากได้รับการลงทองจากท่านแล้ว ก็คือการหมั่นรักษาศีล ไม่ถ่มน้ำลายลงในโถส้วมและบนพื้นดิน ห้ามกินหรือลอดต้นมะเฟือง
“เมื่อพูดถึงข้อห้ามเรื่องการลอดต้นมะเฟือง หรือการห้ามกินผลมะเฟือง คนสมัยนี้มักจะมีคำถามเสมอๆว่าห้ามเพราะอะไร เรื่องนี้อาตมาเคยถามหลวงพ่อจำปา นารโท วัดสาลีโขซึ่งเป็นอาจารย์ ได้อธิบายว่าต้นมะเฟืองจัดอยู่ในพืชตระกูลว่าน มีอาถรรพ์ในตัว ผลหรือยางของมะเฟืองสามารถนำมาทำยาสั่งได้ โบราณจึงได้สั่งห้ามไว้ คนโบราณนี้ฉลาดมากนะโยม สังเกตดูหนังสือหรือตำราโบราณต่างๆ หลังจากบันทึกรายละเอียดของแต่ละเรื่องแต่ละวิชา แล้ว ในตอนท้ายสุดมักจะมีการลงท้ายในลักษณะของการสาปแช่งตัวเองให้ตกนรก เพื่อเป็นการยืนยันและเป็นหลักประกันว่าสิ่งที่บันทึกไว้นั้นเป็นเรื่องจริง”
ยังมีเรื่องอีกหลายเรื่องที่ยังไม่ได้เขียน ขอติดไว้ก่อนครับ ตอนนี้ขอจบลงที่ภาพวันสวดนพเคราะห์ ณ พุทธอุทยานธรรมโกศล แล้วพบกันใหม่ครับ
1.ระหว่างเริ่มพิธี

- sompop1.jpg (20.35 KiB) เปิดดู 5002 ครั้ง
2.สิบนิ้วข้าพเจ้าประนมยกขึ้นเหนือเกศา

- sompop2.jpg (22.2 KiB) เปิดดู 5004 ครั้ง
3.หลวงพ่อเมตตาเดินประพรมน้ำพุทธมนต์ หลังเสร็จพิธีให้กับทุกคน

- sompop3.jpg (31.84 KiB) เปิดดู 5004 ครั้ง

- sompop4.jpg (27.71 KiB) เปิดดู 4999 ครั้ง