อังคาร 21 ก.ค. 2009 4:43 pm
พระอาจารย์ตี๋ วัดบางคณฑีใน ตอน จอมขมังเวทย์ผู้เสกกระพี้ของปัญญาเข้าสู่แก่นของจิตใจ
โดย ศิษย์กวง จาก http://www.oknation.net/blog/sitthi/2008/08/09/entry-1

- 1.jpg (41.19 KiB) เปิดดู 2999 ครั้ง
ในโลกปัจจุบันที่ผู้คนส่วนมากกำลังเดินทางอย่างเร่งรีบ และติดต่อกันด้วยระบบการสื่อสารที่เชื่อมติดกันได้ไวเท่าความคิด แต่เพื่อนๆเคยสังเกตหรือเปล่าครับว่า..
“ยิ่งระบบการสื่อสารไวเท่าไหร่หรือจะแพร่ขยายไปสักแค่ไหน ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ หรือระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติยิ่งห่างไกลกันมากขึ้นเท่านั้น” แต่ถ้าเราฉุกคิดสักนิด..ความจริงแล้วมนุษย์กับธรรมชาติไม่ได้ห่างกันไปไหน เพราะธรรมชาติยังคงอยู่รอบๆตัวเรานี่เอง จะมีก็แต่มนุษย์กับมนุษย์สิครับทั้งๆที่วนเวียนอยู่รอบตัวแต่เหมือนไกลห่างกันลิบลับ.....
ว่ากันว่าเมื่อคนเราได้ครอบครองวัตถุที่ตนเองปรารถนาสมใจ....พุทธศาสนาเรียกความปรารถนานี้ว่า
“กิเลส” หรือ
“ความอยากอันไม่มีที่สิ้นสุด”………

- 2.jpg (42.9 KiB) เปิดดู 2997 ครั้ง
สำหรับผมและเพื่อนร่วมอุดมคติแล้ว
“รักแท้และความอยาก ไม่เคยแพ้ระยะทาง”...บนเส้นทางที่คดเคี้ยวดั่งจิตใจมนุษย์ พวกเรานั่งมองนับเสาไฟที่ปักอยู่ในระยะห่างๆกัน หากมองด้วยความรู้สึกขั้วลบ เสาไฟพวกนี้มันคงจะโกรธกันนะครับถึงได้ตั้งห่างกันนัก แต่ถ้ามองในมุมกลับ การที่มันตั้งห่างกันแต่มันก็เป็นเหมือนเข็มทิศบอกเส้นทางให้เราสามารถไปถึงจุดหมายโดยไม่หลงทาง...

- 3.jpg (57.73 KiB) เปิดดู 3003 ครั้ง
ในที่สุดพวกผมก็มาถึงที่หมายครับ
วัดบางคณฑีใน ตำบลบางคนที อำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม เพื่อกราบนมัสการ
พระอาจารย์ตี๋ จอมขมังเวทย์ หรือท่านพระครูพินิจสมุทรคุณ เจ้าอาวาสวัดบางคณฑีใน ....เป็นเรื่องจริงที่พวกเรายอมรับครับว่า..
“ยิ่งระยะห่างระหว่างเรากับท่านขยายวงกว้างมากขึ้นเท่าไหร่ พวกเราก็จะยิ่งคิดถึงท่านมากขึ้นเท่านั้น” ดังนั้นพวกเราจึงชอบใช้ระบบการติดต่อสื่อสารด้วยการเดินทางมาพบ มากกว่าจะพึ่งเครือข่ายที่โยงใยและรวดเร็วในปัจจุบันครับ.....

- 4.jpg (41.9 KiB) เปิดดู 3001 ครั้ง
“วัดกูอยู่ลึก..แต่กูก็มีความสุขนะ....พวกเอ็งดูซิใหญ่ยังกะวัง...” (ยิ้ม)
ครับผมเชื่อว่าพระอาจารย์ตี๋ ท่านมีความสุขจริงๆ คนเรานะคับที่อยู่ได้ คับใจอยู่ยาก และพวกผมก็ยัง
”เชื่อแบบต่อยอด”อีกว่า คนเราหากมุ่งมั่นและทำตามเสียงเรียกร้องของตัวเราเอง มีชีวิตอยู่อย่างกลมกลืนกับธรรมชาติ โลกเราก็คงจะงดงามกว่าที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้..
มนุษย์เรามักติดอยู่กับ “กับดัก” แห่งความหวาดระแวงและกลัวต่อโชค หรือชะตากรรม จึงมักจะใช้อ้างในการที่จะไม่ทำตามหัวใจของตนเอง จะทำอะไรสักอย่างก็ไม่ยอมทำสิ่งที่ตัวเองชอบ กลับไปทำในสิ่งที่คิดว่าคนอื่นเขาจะชอบ..
คนเรานะครับถ้าจะแน่
“ต้องแน่วแน่ให้เข้าถึงจิตวิญญาณ โดยไม่มีความสับสน” หนทางที่ว่าแย่แค่ไหน ก็ต้องมั่นใจว่าจะผ่านพ้นไปได้....ซึ่งพระอาจารย์ตี๋ ท่านจะแน่อย่างไร..เรื่องไหน ตามมาพิสูจน์กันครับ...

- 5.jpg (60.88 KiB) เปิดดู 3004 ครั้ง
พระอาจารย์ตี๋ ท่านเกิดปีขาล อายุ ๕๖ ปี ปัจจุบันท่านเป็นพระกรรมวาจาจารย์ เริ่มสนใจในไสยศาสตร์และทำของตั้งแต่ยังเป็นฆราวาส สมัยก่อนย้อนหลังไปสักสิบกว่าปี วัดบางคณฑีในแห่งนี้ยังไม่มีไฟฟ้าและการเดินทางเข้าวัดจะใช้ทางเรือล่องมาตามคลองดำเนิน ด้วยความที่เป็นวัดเก่าแก่ตั้งแต่สมัยอยุธยา สมภารอดีตเจ้าอาวาสองค์เก่าๆ จึงเป็นพระที่เก่งทางด้านวิปัสสนาและวิชาอาคม และถ่ายทอดวิชาสืบต่อกันมาจนถึงยุคที่พระอาจารย์ตี๋ เป็นเจ้าอาวาสครับ...

- 01.jpg (36.61 KiB) เปิดดู 2999 ครั้ง
ถึงตอนนี้ผมขอแทรกเกร็ดความรู้เรื่องวัฒนธรรมท้องถิ่นสักนิดครับ เชื่อว่าเพื่อนๆคงเคยได้ยินชื่อของพระพุทธรูปที่ชื่อ
“หลวงพ่อโต”..ในละแวกท้องถิ่นแถบนี้พระประธานประจำวัดส่วนมากจะชื่อ “หลวงพ่อโต” ทั้งนั้น…ดังนั้นหากมีใครชวนไปกราบไหว้พระหลวงพ่อโต ก็ควรจะสอบถามให้แน่ชัดก่อนว่า
“หลวงพ่อโต” วัดไหน จะได้ไม่ผิดวัด
นอกจากนี้ลักษณะการวางผังของหมู่กุฎิสงฆ์ จะวางกุฎิของเจ้าอาวาสไว้ตรงกลางโดยมีกุฎิของพระลูกวัดอยู่รอบๆ อุปมาว่าเหมือนดาวล้อมเดือน.. นัยว่าเพื่อให้เหมาะสมกับการปกครองดูแลวัด...พูดอย่างนี้เผื่อเพื่อนๆได้มีโอกาสมากราบนมัสการท่านจะได้ขึ้นกุฎิไม่ผิดน่ะครับ...

- 6.jpg (37.97 KiB) เปิดดู 3003 ครั้ง

- 02.jpg (67.57 KiB) เปิดดู 3003 ครั้ง
ความเปลี่ยนแปลงของสังคมในอดีตที่ถูกรุกรานโดยความเจริญของปัจจุบัน สะท้อนให้เราเห็นถึงการทำลายคุณค่าของวิถีชีวิตแบบดั้งเดิม ความสงบเรียบร้อยกลายมาเป็นความพลุกพล่าน ความสัมพันธ์ระหว่างคนในท้องถิ่นถูกแทนที่ด้วยความเหินห่าง
แน่นอนว่าความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ย่อมกระทบถึงความสัมพันธ์ด้านระหว่างวัดกับคนที่มาทำบุญอย่างเลี่ยงไม่ได้
...”ธรรมชาติให้ทุกสิ่งทุกอย่างกับมนุษย์ก็จริง แต่ธรรมชาติก็พรากทุกสิ่งไปจากมนุษย์ได้เช่นกัน...” โดยเฉพาะในเรื่องของ
“ความเชื่อ...” “ตื่นวัว ตื่นควาย ไม่เท่าตื่นคน....แต่ที่หนักที่สุดคือ ตื่นกระแสศรัทธา...” พระอาจารย์ตี๋ อธิบายให้พวกเราฟังว่า ...

- 8.jpg (45.95 KiB) เปิดดู 2999 ครั้ง
“ พวกเราเป็นชาวพุทธ พระพุทธเจ้าท่านได้สอนไว้แล้วว่า ชีวิตของเรา สิ่งที่ควรจะต้องยึดไว้ตลอดคือ การพึงพาตัวเอง...
หากไม่รู้จักการพึงพาตัวเองแล้วใครเล่าจะช่วยเหลือเราได้ เช่นเดียวกันวัตถุมงคลต่างๆที่มีให้ไว้ นั่นคือสิ่งที่เตือนใจ สิ่งที่เตือนสติ ไม่ใช่เป็นสิ่งที่ให้พวกเราไว้วิงวอน ไว้กราบเพื่อความมีชีวิตที่ดีขึ้น....จะเชื่อก็เชื่อในคำสอนของพระพุทธเจ้า ใช้หลัก “กาลามสูตร”.....”(ยิ้ม)
พวกผมนั่งฟังแล้วคิดตาม...จะว่าไปแล้วในปัจจุบันสื่อในเรื่องที่เกี่ยวกับพระเครื่องหรือวัตถุมงคลมีออกมามากมาย อาจจะเป็นเพราะเพื่อรองรับกับสภาพความต้องการของสังคมในยุคสมัยที่ต้องการสิ่งยึดเหนี่ยวทางจิตใจ..
แต่ถ้าเราจะพิจารณาอย่างมีสติแล้ว ก็จะพบว่าสื่อต่างๆ ในบ้านเราส่วนใหญ่แล้วค่อนข้างจะเป็นสื่อที่ตามใจผู้บริโภค ตามใจตลาด ตามใจนายทุน ไม่ใช่สื่อที่มีการชี้นำความเหมาะสม หรือเตือนสติสังคม..
ซึ่งผมเชื่อว่าเพื่อนๆทีมีคติความเชื่อในเรื่องของไสยศาสตร์หรือนิยมวัตถุมงคล จะต้องเคยเห็นโฆษณาบรรยายถึงสรรพคุณต่างๆ ของวัตถุมงคลชิ้นนั้นหรือคุณวิเศษของผู้ที่ทำการปลุกเสก....ผมเองเป็นคนหนึ่งที่ชอบสังเกตุในเรื่องเหล่านี้..และโดยส่วนตัวแล้วก็ไม่ปฏิเสธว่าโดยเนื้อแท้แล้ว ตัวเองก็ยังมีความละโมบในเรื่องคติพวกนี้อยู่......

- 9.jpg (60.11 KiB) เปิดดู 2995 ครั้ง
เป็นเรื่องจริงครับว่า “ความคิดของคนเราไม่จำเป็นต้องคิดเหมือนกัน” สำหรับผมแล้วเดิมเคยมีความคิดชั่ววูบว่า
“กาลามสูตร” คือ คำสอนของพระพุทธเจ้าในเรื่องของสิ่งที่ไม่ควรเชื่อสิบอย่าง เช่นว่า อย่าเชื่อเพราะเขาสอนกันต่อมา อย่าเชื่อเพราะสิ่งที่เขาคิดตรงกันจิตใจเรา อย่าเชื่อเพราะว่าเขาเป็นอาจารย์ ฯลฯ....คิดแบบเด็กๆ ห้ามไปหมดทุกอย่าง แล้วอย่างนั้นตัวเราเองควรจะเชื่ออะไรดีละ..
ก็ต้องตอบใจตัวเองว่า “เชื่อว่าทำความดี ละเว้นความชั่ว น่าจะเป็นสิ่งที่พวกเราควรจะปฏิบัติได้อย่างถูกต้องที่สุด” แต่การมากราบนมัสการพระอาจารย์ตี๋ จอมขมังเวทย์ครั้งนี้ กลับทำให้พวกเราหลายคนต้องกลับไปรื้อระบบความคิดซะใหม่ อาจจะเป็นเพราะคำตอบของพระอาจารย์ตี๋..กระมังครับ...

- 10.jpg (56.89 KiB) เปิดดู 2993 ครั้ง
“พวกเอ็งคิด พวกเอ็งทำอะไรกันอยู่ละ ตราบใดที่ไม่ผิดศีลธรรมและเดือดร้อนใคร นั่นละคือสิ่งที่ถูกต้องที่สุดของพวกเอ็งในขณะนี้...” ฟังแล้วก็ต้องสะอึก เพราะสามารถอธิบายเป็นศัพท์นอกพระไตรปิฏกได้ว่า
“เชื่อในสิ่งที่เฮ็ด เฮ็ดในสิ่งที่เชื่อ...” ประมาณว่าอะไรขนาดนั่นแหละครับ..
ว่ากันว่าศาสนาพุทธจริงๆแล้วมีความเป็นวิทยาศาสตร์ปนอยู่ในระดับที่เข้มข้น กล่าวคือการสังเกต ค้นคว้า ทดลอง จนพบความจริงแล้วนำไปปฎิบัติ....
วันนี้อีกเช่นกันในระหว่างที่พวกเรากับท่านกำลังสนทนากันในเรื่องพวกนี้...คำพูด คำตอบ แต่ละอย่างของท่านถูกส่งเข้ากระแทกใจเป็นระยะๆ เช่นเรื่องว่าศาสนาพุทธก็มีคณิตศาสตร์ในระดับแข็งแรงเหมือนกัน เพื่อนๆลองฟังคำพูดของท่านครับ...

- 11.jpg (41.09 KiB) เปิดดู 2993 ครั้ง
“เวลาสวดศพ เขาใช้พระสี่องค์ สวดสามจบ แต่อันนี้ไม่แน่ บางวัดอาจเป็นสี่จบก็ได้...” (หัวเราะ)
พวกเราฟังแล้วก็ต้องยิ้มทั้งน้ำตาครับ “สี่กับสามรวมกันเป็นเจ็ด”..วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ แถมวิชายืดหยุ่นอีกต่างหาก…..คำพูดที่กล่าวกันว่า
“ดูคนอย่าดูแต่ภายนอก ให้ดูเข้าไปถึงข้างใน…ถ้ายังไม่มั่นใจอย่าคิดวิจารณ์.....” มันยังคงเป็นคำคมที่ใช้ได้ร่วมยุคสมัยจริงๆ
...”ไม่เบาเลยครับหลวงพ่อองค์นี้”...จะว่าไปแล้วการจะบวชเป็นพระกับเขาสักองค์ในปัจจุบันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายแล้ว ยิ่งเป็นพระที่มีคนในสังคมให้ความเคารพนับหน้าถือตาก็ยิ่งยากเข้าไปใหญ่ คงจะเป็นเพราะว่ามันต้องตัดความต้องการ ตัดความยึดติด ตัดแล้วซึ่งกิเลสบางอย่างออกจากชีวิต และที่สำคัญที่สุดก็คือการที่ต้องทำใจยอมรับกับความเปลี่ยนแปลงของคนอื่นที่มีกับเราได้

- 07.jpg (27.78 KiB) เปิดดู 2986 ครั้ง
อย่างเช่นเมื่อครั้งที่พระอาจารย์ตี๋ ยังไม่บวชและได้ชื่อว่าเป็นคนจริง คนหนึ่ง ในเขตคลองดำเนินและบางนกแขวก จะไปไหนคนก็ยำเกรง แต่พอมาบวชเป็นพระ ด้วยความที่เคยเป็นนักเลง ทำให้ความเคารพยำเกรงลดน้อยลง ซึ่งในช่วงแรกท่านก็อึดอัดใจ แต่ก็นั่นแหละครับเมื่อท่านตั้งสติได้เลิกยึดติดกับสิ่งเดิมๆ ..สิ่งเหล่านั้นก็กลายเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับท่าน..

- a.jpg (41.25 KiB) เปิดดู 2986 ครั้ง
แต่ถ้าจะมี”เรื่องที่ยอมไม่ได้และต้องเอาคืน” คือเรื่องของการ
”ติฉินนินทา...”โดยเฉพาะพระกับพระ
....”การเอาคืนในบริบทของท่าน” ก็คือ
”การเทศนาสั่งสอนญาติโยมทุกวันพระ” นั่นแหละครับ...คงสังเกตได้จากเครื่องเสียงที่ติดตั้งแบบห้ามขนย้ายอะไรประมาณนั้น..

- 12.jpg (59.38 KiB) เปิดดู 2980 ครั้ง
“กูละเกลียดนัก ไอ้พวกชอบนินทาพระ ถ้ามันแน่จริงทำไม..ไม่มาเป็นพระซะเองละวะ...”(หัวเราะ)
“ยิ่งเป็นพระ แล้วนินทาพระด้วยกันกูยิ่งเกลียดใหญ่ กูมันพระปากจัดแต่ใจดีว่ะ...พระองค์ไหนทำไม่ดีกูด่ามันหมด ไม่ไหวไอ้พวกใหญ่แต่ชื่อ ใหญ่แต่ยศ แต่การกระทำไม่สมดุลย์...” เรื่องราวแต่อดีตฟังแล้วก็ชวนให้อมยิ้มเกี่ยวกับการสักยันต์ โดยเฉพาะแนวความคิดและการวางอักขระ แต่นั่นก็เป็นเพียงเปลือกนอกที่สะท้อนให้เห็นวิถีของชาวไทย
ซึ่งการสักยันต์ในประเทศไทยจะเริ่มมีมาในสมัยใดผมก็ไม่อาจทราบได้แน่ชัด
คงพอทราบเพียงแต่ว่า ในสมัยของ
”ท่านจอมพล ป.พิบูลสงคราม” ได้มีความพยายามให้คนไทยเลิกเชื่อในเรื่องของไสยศาสตร์ เช่นการไม่อนุญาตให้ข้าราชการสักตามร่างกาย ถ้าเดิมมีรอยสักอยู่แล้วต้องลบออกก่อนจึงจะสามารถสมัครเข้ารับราชการได้ และถ้าใครสักยันต์ตามร่างกายจะถือว่าเป็นนักเลง...
การสักยันต์ในสมัยโบราณของไทย เราอาจแบ่งอย่างหยาบๆ ออกได้เป็น การสักบอกสังกัด สักเพราะถูกลงโทษ สักเพื่อเป็นเครื่องหมายของเผ่า สักเพื่อสวยงามและสักเพื่อความอยู่ยงคงกระพัน (ทำนองนั้น)...
ในส่วนของการสักเพื่อผลทางไสยศาสตร์ก็ยังแตกย่อยออกเป็น สักเพื่อผลทางอยู่ยงคงกระพัน กับผลทางเมตตามหานิยม ซึ่งการสักเพื่อผลทางไสยศาสตร์จะมีความเข้มแข็งก็ต่อเมื่อ สักด้วยอักขระที่ถูกต้อง สักได้ตรงตามตำแหน่งที่ควรสัก...
สำคัญคือการสักในลักษณะแบบนี้จะต้องสักโดยพระเกจิอาจารย์ที่เชี่ยวชาญ ขมังในเวทย์ หรือถ้าเป็นฆราวาสต้องเป็นฆราวาสที่ทรงศีลและชำนาญในคาถาอาคม....

- d.jpg (60.34 KiB) เปิดดู 2977 ครั้ง
ขั้นตอนการสัก เริ่มจากการกำหนดอักขระเลขยันต์และลงเข็มสักบนผิวหนัง ในระหว่างนั้นผู้ที่ทำการสักจะต้องบริกรรมคาถากำกับตลอดเวลา นัยว่าเพื่อเป็นการถ่ายทอดพระเวทย์ลงในอักขระเลขยันต์นั้นๆ..
อาจจะมีเรื่องปลีกย่อยแต่สำคัญอย่างหนึ่งก็คือหากสักเป็นลวดลายของสัตว์ต่างๆ ผู้ที่เป็นอาจารย์สักจะต้องลง
“หัวใจของคาถา” เพื่อเป็นการกำกับลวดลายนั้น...ซึ่งในส่วนของคาถาที่เรียกว่า
“หัวใจของคาถา” ผมไม่อาจจะอธิบายได้เนื่องจากตนเองไม่แตกฉานพอครับ...
จะว่าไปแล้วคนสมัยโบราณท่านก็มีวิธีการคิดที่ดีนะครับ..รู้จักสร้างอุบายเพื่อทำให้คนเป็นคนดี ปฏิบัติดี เพราะการสักยันต์คือ
“การกำหนดเงื่อนไขและระเบียบปฏิบัติในการกระทำความดี..”จะว่าไปแล้วการทำความดีละเว้นความชั่วก็คือ..
“การสร้างยันต์ที่จะคุ้มครองตัวนั่นเอง...”

- 03.jpg (55.45 KiB) เปิดดู 2974 ครั้ง
ปัจจุบันหลังจากมนุษย์โลกเหยียบดวงจันทร์ วัฒนธรรมการสักยันต์ก็ไม่ค่อยเป็นที่แพร่หลายเหมือนในอดีตแล้ว ความคิด ทัศนคติและค่านิยมของคนเราเปลี่ยนไป
คนในสังคมส่วนใหญ่มักมองคนที่มีรอยสักว่าเป็นนักเลง ไร้การศึกษาฯลฯ ซึ่งบางทีพระสงฆ์ก็ได้รับมุมมองตามแบบนี้เหมือนกัน ดังนั้นคนทีมีรอยสักมักจะปกปิดไม่ให้ใครเห็น ยกเว้นก็แต่การสักเพื่อความสวยงามก็ยังคงเป็นที่นิยมและถือว่าเป็นเทรนที่เข้ากับยุคสมัยได้อย่างเสมอ....
เรื่องที่ผมพูดมาทั้งหมดนี้คือเหตุผลส่วนหนึ่งของการที่พระอาจารย์ตี๋ ท่านได้เลิกสักยันต์ นอกเหนือไปจาก
“ความหลงระเริงในความชั่วของลูกศิษย์บางคน”....ครับ
“ทัศนคติ บวก ความหลงระเริง ผลลัพธ์คือสองอย่าง” ตามหลักคณิตศาสตร์ครับ...

- e.jpg (64.68 KiB) เปิดดู 2974 ครั้ง
จริงอยู่ครับ คำว่า
”ที่หมาย ย่อมสำคัญกว่า ที่มั่น” เพราะที่สุดแล้วพระอาจารย์ตี๋ ท่านก็เน้นว่าพระพุทธศาสนาคือโลกของความจริง การเผยแพร่พระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าคือสิ่งที่เหล่าสาวกพึงปฏิบัติ มากกว่าจะเน้นหนักด้านพุทธคม..
แต่ถ้ามองในมุมกลับกัน “ที่มั่น บางทีก็สำคัญเสมอเหมือน ที่หมาย” เพราะ
“ที่มั่น ยังเอาไว้ไม่อยู่แล้วที่หมายจะได้มาอย่างไร” ยิ่งในยุคสมัยที่คนส่วนใหญ่ยังขาดความเชื่อมั่นในตนเอง ซึ่งในเรื่องนี้พระพุทธองค์ทรงยกเว้นให้สำหรับผู้ที่ยังขาดตกบกพร่องในระหว่างการเดินทางเพื่อให้ถึงที่หมาย.....

- 14.jpg (42.58 KiB) เปิดดู 2969 ครั้ง
“กูทำเพื่อรักษาวิชา และเพื่อเตือนสติ พวกเอ็งอย่าหลง...ศรัทธาในของขลังมีได้ แต่อย่าหลงศรัทธา...”คำว่า “ศรัทธา” จะว่าไปแล้วเป็นเหมือนตลาดขนาดใหญ่ และเป็นตลาดที่ผมเชื่อว่าเพื่อนๆ ก็ปฏิเสธไม่ได้เหมือนกันว่า ตลาดแห่งนี้ยิ่งใหญ่มหาศาล สามารถเปิดได้ ขยายได้ ไม่มียกเว้นแม้แต่
“เขตพื้นที่ทับซ้อน”

- 15.jpg (35.36 KiB) เปิดดู 2967 ครั้ง
การใช้สื่อที่มีระบบเทคโนโลยี่ ทำให้เราเข้าถึงลูกค้ากลุ่มเป้าหมายได้ง่าย
จากรูปลักษณ์เดิมที่เคยมีแต่เพียงพระเครื่องและตะกรุด เริ่มเปลี่ยนเป็นพระเครื่องหรือเครื่องรางรูปแบบแปลกๆ อย่างที่พวกเราเห็นอยู่ในปัจจุบัน และโดยที่ตลาดศรัทธามันกว้างมาก กว้างขึ้นได้ตลอดเวลา ขอเพียงกลุ่มทุนไม่ขัดแย้งกัน ดำเนินกิจการด้วยกลยุทธบริหารจัดการสมัยใหม่ และเมื่อไม่มีบรรทัดฐานเข้ามาควบคุมแล้ว จะทำอะไรยิ่งง่ายเข้าไปใหญ่ โดยเฉพาะการโปรโมท...

- 06.jpg (61.04 KiB) เปิดดู 2963 ครั้ง
“กูไม่ชอบ กูไม่เอา กูไม่ใช่ผู้วิเศษ พวกที่มันโปรโมทเอาขึ้นไป..ความสามารถมันเยอะ...มันเกินพระ...” ครับ....การที่เราจะสร้างพระสักรุ่นให้ประสบความสำเร็จ จะต้องมานั่งวิเคราะห์ว่า ต้องดูเกจิที่มาทำพิธีปลุกเสกก่อน การจัดพิธีก็ต้องยิ่งใหญ่ รูปลักษณ์ต้องสวยงาม เน้นมวลสารดีๆ...ที่ผมว่ามานี้คือหลักการคร่าวๆ ของการสร้างพระให้ดัง...แต่สำหรับพระอาจารย์ตี๋
“แนวการตลาด”ของท่านไม่ใช่อย่างนั้นครับ..

- 16.jpg (81.39 KiB) เปิดดู 2958 ครั้ง
“การจัดสร้าง ขอเพียงพิธีกรรมที่ทำต้องทำให้สมบูรณ์แบบ การเสกก็ต้องให้ครบอาการสามสิบสอง กูไม่ไปเชิญใคร ไม่เชื่อใคร ทำไมเราต้องไปอาศัยมือคนอื่น...”
“เดี๋ยวนี้คนจัดมุ่งหวังกำไรกันอย่างเดียว พวกพระก็วิ่งวุ่นกันไปหมด เดี๋ยวไปงานนี้แล้วต้องไปงานตรงโน้น กูไม่ชอบไปเสกร่วม แต่ถ้าใครเชิญกูๆก็ไป
เสกก็ต้องเสกให้ครบตามที่ครูบาอาจารย์สอนมา บางองค์หยุดไม่ได้ หยุดเป็นโทรศัพท์ กูก็นึกว่านี่มันเสกพระหรือเสกโทรศัพท์กันแน่วะ ชอบวิ่งรอกกันนัก มันเป็นเรื่องที่ไม่ยุติธรรมสำหรับเจ้าภาพ เขาเรียกว่าพวกตะกละ....” (หัวเราะ)

- 08.jpg (99.68 KiB) เปิดดู 2959 ครั้ง
ว่ากันว่า “คนเราไม่จำเป็นต้องมีอะไรครบถ้วน แต่เราจำเป็นต้องมีชีวิตเป็นของตนเอง…”
ถึงพระอาจารย์ตี๋ ท่านจะเชี่ยวชาญและขมังเวทย์ปานใด แต่ที่สุดแล้วเวทย์มนต์หรือคาถาอาคมก็ยังไม่สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตจิตใจของคนได้จริงๆ โดยเฉพาะกับพระสงฆ์ที่เข้ามาบวชใหม่ๆ....

- 17.jpg (39.67 KiB) เปิดดู 2959 ครั้ง
“กูละเบื่อ เอาลูกชาวบ้านมาเลี้ยงมันยากนะมึง..ต่อให้มึงสอนหรือเคี่ยวเข็ญเหมือนวัวเหมือนควาย มันไม่เอาก็คือไม่เอา...แต่กูมีวิธี กูเอาอยู่..เฮ้ย..ไม่รุนแรงนะ...”
“อยากเข้าวัด ก็อย่าห่วงบ้าน...จะสวดก็สวดให้ถูกทำนอง สวดให้ถูกธรรมเนียม..พระอยู่ที่ใจ คือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อยู่ที่ใจไม่ใช่ว่าพวกมึงจะไม่บวชก็ได้นะ...”ต้องบวช”….อยากเป็นพระ ก็ต้องยอมอด..สอนมันทุกวันหลังสวดมนต์เย็น...”(ยิ้ม)
แหมฟังลีลาการสอนพระใหม่ของท่านแล้วไม่เบาเลยทีเดียวครับ
“ตาต่อตา ฟันต่อฟัน” อาจจะเป็นวิธี
“ฟาดฟัน” ที่หลายคนชอบทำกัน เพราะทำแล้วมันคงสะใจดี แต่เพื่อนๆลองคิดต่อละกันว่า ทำแล้วสุดท้ายมันน่าจะเกิดอะไรขึ้น ...ถ้าหากใครร้ายมาแล้วเราร้ายกลับ ...
เราลองทำใน
”มุมกลับกัน”ซิครับ อย่างเช่น
”ใครร้ายมาแต่เราทำ ”ดี”ตอบ” คุณค่าของ
”ผลลัพท์”มันน่าจะออกมาเป็นอย่างไร พิสูจน์กันแบบแนววิทยาศาสตร์น่ะครับ

- 18.jpg (58.64 KiB) เปิดดู 2948 ครั้ง
พระอาจารย์ตี๋ เจ้าอาวาสวัดบางคณฑีใน ผู้ไม่เคยประกาศตัวว่า
“แน่และเก่งทั่วคลองดำเนิน” แต่ถึงกระนั้นท่านก็ไม่ได้ปฏิเสธหากใครจะ
”ยอมรับ”ต่อสิ่งนั้น..
ความดังของท่านไม่ได้กินอยู่แต่เฉพาะพื้นที่ แต่ยังร่ำลือไปถึงคลองบางนกแขวงและลำน้ำแม่กลอง ไม่มีใครเลยที่ไม่รู้จักท่าน
ชีวิตของท่านในวัยเฉียดหกสิบวันนี้ อาจมีแต่ความสุขและความสงบที่ได้อยู่จมลึกกับพระธรรมและการอบรมสั่งสอนพระบวชใหม่และชาวบ้านย่านบางคนที..
แต่นั่นก็ไม่ได้รับประกันว่า ชีวิตของท่านจะไม่เคยเจอะเจอเรื่องทุกข์ใจ หากแต่การนั่งแบกความทุกข์นั้นไม่ใช่สิ่งที่ควรกระทำ..การก้าวข้ามผ่านความทุกข์นั้นต่างหากเป็นสิ่งที่ต้องทบทวนว่า
“ควรจะทำอย่างไร”

- 19.jpg (57.36 KiB) เปิดดู 2953 ครั้ง
“วิปัสสนากรรมฐาน..เป็นมหากุศลสูงสุดของการเกิดมาเป็นมนุษย์..ไม่มีบุญใดที่ทำแล้วจะได้ผลมากเท่ากับการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน..
เพราะฉะนั้นพวกเอ็งจงหาเวลาและหาโอกาสให้กับตัวเองมานั่งปฏิบัติธรรม เท่ากับเป็นการสะสมบุญและสะสมสุขให้กับตนเอง ถึงเอ็งจะตายไปแล้ว บุญกุศลก็ยังอยู่....” ครับถึงเวทย์มนต์คาถาจะท่องคำไม่กี่คำก็สามารถสะเดาะโซ่ตรวนหรือกลอนประตูได้เหมือนกับเป็นพาสเวิร์ด..ถึงว่ามันจะไม่สามารถพัฒนาตัวเองจนกลายมาเป็นสินค้า
”โอท็อปชั้นแนวหน้า”ของเมืองไทยได้เพราะว่ามันมีการต่อยอดกันออกไปเรื่อยๆ ไม่มีวันจบเหมือนตลาดขายตรง..

- 20.jpg (37.33 KiB) เปิดดู 2945 ครั้ง
ผมเองก็ได้ต่อยอดคาถาจากพระอาจารย์ตี๋เช่นกัน ผมรู้คาถาที่ท่องให้คนสามารถแบ่งกลุ่มกันได้ด้วยคาถาที่ว่า
“เชื่อสุดโต่ง ค้านสุดฤทธิ์” ต้องใช้พาสเวิร์ด
“ทางสายกลาง” จึงจะสงบลงได้หรือเสกให้คนทะเลาะกันด้วยคาถา
“พวกมึง พวกกู” ต้องป้อนรหัส
“พวกเรา” คนจะได้กลับมารักกัน...
ซี่งอันนี้ผมก็ไม่สงวนสิทธิ์หากเพื่อนๆ ท่านใดจะเอาไปใช้...และถ้าจะให้ขลังสุดขีดต้องท่องหัวใจของคาถาครับ
“เชื่อในสิ่งที่เฮ็ด เฮ็ดในสิ่งที่เชื่อ”...นั่นก็คือพวกผมก็ยังคงต้องตั้งหน้าตั้งตา
“ทำความดี ละเว้นความชั่วและจิตใจให้ผ่องใส” ตามที่พวกผมเคยทำ...
พร้อมกับคงต้องนั่งฉีกปฏิทินเพื่อรอเวลากลับมาศึกษาคาถาอาคมกับท่านอีกครั้งหนึ่ง...

- f.jpg (78.63 KiB) เปิดดู 2948 ครั้ง
กราบนมัสการท่านพระครูพินิจสมุทรคุณ จอมขมังเวทย์ผู้เสกกระพี้ของปัญญาเข้าสู่แก่นของจิตใจ...สวัสดีครับ

- 04.jpg (55.26 KiB) เปิดดู 2937 ครั้ง
ขอขอบพระคุณ คุณประจักษ์และน้องปอย(บุตรสาว) สำหรับยานพาหนะ คุณพรชนก สุขพงษ์ไทย เอื้อเฟื้อภาพถ่าย เพื่อนต่อสำหรับคำแนะนำ คุณสมบูรณ์ ร้านนายฮ้อ สระบุรี สำหรับกำลังใจที่มีให้เสมอมาครับ...