จันทร์ 01 ธ.ค. 2008 5:50 pm
หลวงพ่อตี๋ วัดบางคณฑีใน ตอน "เมื่อผมและจอมขมังเวทย์ต้องมาถือกฏหมายฉบับเดียวกัน"
โดย ศิษย์กวง จาก http://www.oknation.net/blog/sitthi/2008/05/16/entry-1

- t01.jpg (28.72 KiB) เปิดดู 3698 ครั้ง
ผมได้ติดตามคณะศรัทธาของคุณประจักษ์ เพื่อไปเยี่ยม
หลวงพ่อตี๋ หรือท่านพระครูพินิจสมุทรคุณ เจ้าอาวาสวัดบางคณฑีใน ตำบลบางคนที อำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม ซึ่งจริงๆแล้วผมเคยได้รับทราบชื่อเสียงของท่านมาพอสมควร ด้วยว่าท่านเป็น
“พระอาจารย์สัก” ที่มีชื่อเสียงองค์หนึ่งของลุ่มน้ำแม่กลอง ชาวบ้านแถวคลองบางนกแขวก คลองดำเนิน จะเรียกท่านว่า
“อาจารย์ตี๋ จอมขมังเวทย์” เรื่องนี้มีความเป็นมาอย่างไร ทำไมถึงได้ฉายาแบบนี้ ตัวตนของท่านเป็นแบบไหน ถึงวัดแล้วเราคงจะได้คำตอบละครับ

- t02.jpg (42.14 KiB) เปิดดู 3700 ครั้ง
จากกรุงเทพเราใช้เส้นทางพระราม ๒ เข้าตัวเมืองสมุทรสงคราม มุ่งหน้าไปทางอำเภออัมพวา เลยวัดบางกระพ้อมไปหน่อย เลี้ยวซ้ายไปทางอำเภอบางคนที เส้นทางถนนสายผลไม้ คอยสังเกตุขวามือข้างทางจะมีป้ายบอกทางเข้าวัดบางคณฑีใน
เส้นทางคดเคี้ยวเหมือนไปจังหวัดแม่ฮ่องสอนละครับ..ผ่านสวนผลไม้ จำพวกลิ้นจี่ มะพร้าว จนสุดทางแหละครับ.....

- t03.jpg (47.87 KiB) เปิดดู 3696 ครั้ง
ก่อนจะขึ้นไปบนกุฎิหลวงพ่อตี๋ อยากให้เพื่อนๆ สังเกตนิดหน่อย คำว่า
“วัดบางคณฑี”และ
“อำเภอบางคนที” จะใช้ตัวสะกดไม่เหมือนกันนะครับ
“วัดบางคณฑี” คือชื่อเดิมแต่เก่าก่อน ส่วนคำว่า
“บางคนที” คือภาษาราชการในปัจจุบันครับ...

- t04.jpg (25.21 KiB) เปิดดู 3689 ครั้ง
หลวงพ่อตี๋ หรือท่านพระครูพินิจสมุทรคุณ ท่านเป็นพระรูปร่างสูงโปร่ง ผิวขาว มีเชื้อสายชาวจีน พื้นเพต้นตระกูลของท่านก็เป็นคนบ้านบางคนที และตามที่คนรำลือกันว่าท่านดุ แต่ที่พวกเราสังเกตท่านเป็นพระที่พูดคุยเสียงดังฟังชัดเจนมากกว่า ค่อนข้างใจดี ไม่ดุอย่างที่พวกเราเตรียมตัวตั้งรับมา..และที่สำคัญคือท่านเป็นพระที่พูดจา
“ตรงเป๊ะ” ไม่มีอ้อมค้อมหรือแวะข้างทาง..
“ดี” พูด
“ดี” “ชั่ว” พูด
“ชั่ว” เพราะว่าระหว่างที่พวกเราสนทนากับท่าน บังเอิญมีนักการเมืองท้องถิ่นเข้ามาขอพรท่านเกี่ยวกับเรื่องเลือกตั้ง พวกเราฟังแล้วต้องหันหน้าไปอมยิ้มแหละครับ
แหม..ตรงเป๊ะจริงๆ

- t05.jpg (26.05 KiB) เปิดดู 3692 ครั้ง
“ขอพรเหรอ เออดี..เข้ามา..พวกมึงพนมมือตั้งใจนะ ถ้าพวกมึงเป็นคนดี ขอให้ความดีคุ้มครอง ขอให้ชาวบ้านเลือกพวกมึง ให้พวกมึงมีความเจริญยิ่งขึ้นไป...และถ้าเลือกพวกมึงไปแล้ว พวกมึงไปทำชั่ว กินบ้านกินเมือง ขอให้พวกมึงฉิบหาย...เอาละไปได้”..หลังจากที่นักการเมืองท้องถิ่นกลุ่มนั้นกลับไปกันแล้ว ท่านบอกกับพวกเราว่า
“เกิดเป็นคนต้องให้โอกาสคน”

- t06.jpg (29.73 KiB) เปิดดู 3690 ครั้ง
เพราะตัวท่านเองก็เคยเป็นเด็กที่เกเรมาก่อน ท่านเล่าให้พวกเราฟังว่าตอนเด็กๆ ท่านหนีออกจากบ้านตั้งแต่อายุสิบกว่าขวบ ไปเป็นเด็กรถ นักเลง ฯลฯ เดินทางไป ใช้ชีวิตสนุกสนานไปวันๆ แบบไม่มีสาระ โดยเฉพาะฝั่งทะเลภาคตะวันออกนี่ท่านไปเที่ยวมาหมดแล้ว จนอายุครบบวชพ่อแม่ท่านไปตามขอให้ท่านกลับมาบวช ท่านจึงได้กลับมาที่บ้านบางคนทีอีกครั้ง หลังจากบวชใหม่ๆ ก็ใช้วิชาอาคมที่ร่ำเรียนมา
“สักยันต์” ให้บรรดาผู้ที่เคารพนับถือ ประสบการณ์ที่เกิดขึ้นกับผู้ที่ได้รับ
“การสัก” จากท่านไปมีมากเล่ากันไปหวาดไม่ไหว ขนาดว่าแต่เดิม
“วัดบางคณฑี” แห่งนี้ไม่มีถนนหนทางเหมือนในปัจจุบัน การเดินทางต้องอาศัยเดินตามท้องร่องสวน หรือไม่ก็มาทางน้ำ...สิ่งที่เป็นเครื่องยืนยันในชื่อเสียง
“สำนักสักวัดบางคณฑี” แห่งนี้ก็คือฉายา
“อาจารย์ตี๋ จอมขมังเวทย์” นี่แหละครับ.....

- t07.jpg (37.61 KiB) เปิดดู 3694 ครั้ง
และพอพวกเราขยับจะถามถึงบูรพาจารย์ของท่าน ท่านได้ขอยกเว้นไม่ให้ถามถึงเหตุผลคือไม่ต้องการความวุ่นวายซึ่งเรื่องนี้ผมก็ว่าดีไปอย่าง เรารู้จักท่านตรงตัวท่านดีกว่า ที่พูดอย่างนี้เพราะผมเห็นว่า..
“พระเกจิอาจารย์ที่เก่งๆ จะต้องเก่งด้วยตัวเอง เพราะอาจารย์เป็นเพียงผู้สอนวิธีการเท่านั้น....การจะขลัง จะแน่ แค่ไหนขึ้นอยู่กับการฝึกฝนจิต ความมุมานะและความพากเพียรของแต่ละองค์”

- t08.jpg (35.64 KiB) เปิดดู 3690 ครั้ง
โธ่..ก็วิชาอาคมนะครับ ไม่เหมือนวิชาวิทยาศาสตร์ ภูมิศาสตร์หรือวิชาการอื่นๆ ที่พวกเราเคยร่ำเรียนกันมา และอีกอย่างหากเราพิจารณาจากความเป็นจริงดู พระเกจิอาจารย์ที่ว่าเก่งๆ และมีชื่อเสียง (บางที)..อาจารย์ของท่านก็ไม่ใช่พระที่มีชื่อเสียงหรือโด่งดังเลยก็มี..

- t09.jpg (31.36 KiB) เปิดดู 3694 ครั้ง
วัดบางคณฑีใน ก่อสร้างขึ้นในราวสมัยกรุงศรีอยุธยา นับอายุถึงปัจจุบันก็สามร้อยกว่าปีแล้ว ทำเลที่ตั้งของวัดอยู่ในสวนลึก การคมนาคมจะใช้สัญจรทางน้ำ ตามที่ผมสังเกตดูน่าจะเป็นวัดที่ค่อนข้างมีความสำคัญในอดีตเพราะวัดแห่งนี้มีศาลาท่าน้ำถึงหกหลัง นับว่าไม่เบาเลยครับธรรมดาแล้ววัดที่อยู่ริมน้ำที่ผมเคยผ่านตามาส่วนมากจะมีศาลาท่าน้ำกันแค่สองหลังเอง

- t10.jpg (34.27 KiB) เปิดดู 3682 ครั้ง
แต่ปัจจุบันการเดินทางเข้าวัดใช้ทางถนน ซึ่งหลวงพ่อตี๋ท่านบอกว่า ถนนและระบบไฟฟ้าเริ่มเข้ามาถึงวัดแห่งนี้ในปี
๒๕๓๘ นี้เอง ใช้งบประมาณของทางราชการและจากวัดคนละครึ่ง เส้นทางเข้าวัดก็ขอรับบริจาคจากชาวบ้านซึ่งส่วนมากแล้วจะประกอบอาชีพทำสวน

- t11.jpg (47.87 KiB) เปิดดู 3679 ครั้ง
หลวงพ่อตี๋ท่านเล่าให้ฟังว่า การขอทำถนนผ่านที่สวนของชาวบ้านค่อนข้างลำบากและมีปัญหา บางคนวันนี้ยกให้วัด พรุ่งนี้เกิดเปลี่ยนใจแล้ว ดังนั้นเส้นทางเข้าสู่วัดจึงมีสภาพคดเคี้ยว หลายเลี้ยว อย่างที่พวกเราเห็นในทุกวันนี้แหละครับ ซึ่งเรื่องของการทำถนนเส้นนี้ หลวงพ่อตี๋ท่านกล่าวแบบมีรอยยิ้มนิดๆ สั้นๆ ง่ายๆ ว่า
“เส้นทางคดเคี้ยว เหมือนจิตใจมนุษย์”

- t12.jpg (25.45 KiB) เปิดดู 3681 ครั้ง
ผมยอมรับกับคำพูดของหลวงพ่อครับ..
”ผลประโยชน์และการสูญเสียผลประโยชน์” กว่าจะทำให้ทุกคนยอมรับได้ค่อนข้างยาก..บางคนคิดแล้วคิดอีกอยู่เป็นเดือนๆ กว่าจะตัดสินใจได้ เรื่องอย่างนี้มันให้มีเรื่องของ
“ความหวาดระแวงสงสัย” อยู่ร่ำไป..เพราะอะไรเหรอครับ เพราะพวกเราคงต้องยอมรับความจริงอย่างหนึ่งว่า
“สังคมของมนุษย์” นั่นแหละที่ทำให้
“ความตรงไปตรงมา” ตามธรรมชาติของชาวบ้าน ชาวสวน จำต้อง
“คดเคี้ยว” กันไปบ้าง..เพื่อนๆ ว่าไหมครับ

- t13.jpg (32.99 KiB) เปิดดู 3682 ครั้ง
และจากการที่เทคโนโลยีและความเจริญที่เริ่มเข้ามารุกล้ำธรรมชาติและสภาพแวดล้อมของชาวบ้านบางคนที
“วัดบางคณฑีใน” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสังคมชุมชนแห่งนี้ไม่สามารถปฏิเสธผลกระทบที่เกิดขึ้นได้....

- t14.jpg (30.54 KiB) เปิดดู 3676 ครั้ง
“เดี๋ยวนี้ชาวบ้านโค่น “ต้นลำพู” กันเกือบหมดแล้ว ไม่ไหวว่ะ...เดือนร้อนกันไปหมด เอ็งคิดดูซิ ดึกๆคนกำลังนอนได้ยินเสียง หัวเราะ เอะอะโวยวาย เอาไฟฉายมาส่องหิ่งห้อยอยู่หน้าบ้าน...บางคนส่องเข้ามาถึงในบ้าน ชาวบ้านไม่ต้องหลับต้องนอนกัน...พอเอะอะเข้าก็ย้ายมาส่องที่วัดบ้างๆ วัดข้าก็โดนประจำ..พระไม่ต้องหลับต้องนอนกันแล้วนี่ก็โค่นไปซะหลายต้นแล้ว...ไม่ไหว ไม่ไหว....ข้าก็เข้าใจละนะไอ้พวกโฮมสเตย์น่ะ...แต่บางทีมันเกินไป..ทุกวันนี้ ไอ้พวก “หิ่งห้อย” จะตายหมดแล้ว....”(หัวเราะ)

- t15.jpg (32.62 KiB) เปิดดู 3673 ครั้ง
ครับ....”การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ”..แทนที่จะเป็น
“การส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของชุมชน” ให้เกิดความเข้มแข็ง ร่วมแรงร่วมใจกันมากขึ้น กลับกลายเป็น
“การก่อความขัดแย้งของคนในชุมชน” และ
“ทำลายเอกลักษณ์ท้องถิ่น” รวมถึง
“ระบบนิเวศ” ที่เคยสมบูรณ์ก็ใกล้จะสูญไป…

- t16.jpg (16.29 KiB) เปิดดู 3668 ครั้ง
โดยเฉพาะ...
“หิ่งห้อย” ซึ่งเป็นตัวชี้วัดความสมบูรณ์ของระบบนิเวศได้เป็นอย่างดี เพราะหิ่งห้อยจะฟักตัวอยู่ในหอยฝาเดียวและต้องเป็นน้ำที่สะอาด เมื่อเจริญเติบโตเป็นตัวเต็มวัยก็มีต้นลำพูเป็นที่อยู่อาศัย
แต่ปัจจุบันมีธุรกิจท่องเที่ยวเข้ามาทดแทน ต้นลำพูถูกตัดเพื่อสร้างโฮมสเตย์ ที่พักริมน้ำ เมื่อต้นลำพูเริ่มหายไป หิ่งห้อยตัวน้อยๆก็พลอยต้องลดน้อยลงไปด้วย นอกจากโฮมสเตย์แล้ว

- t17.jpg (29.17 KiB) เปิดดู 3667 ครั้ง
อีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ต้นลำพูลดจำนวนลงก็คือมีเรือที่นำนักท่องเที่ยวไปชมหิ่งห้อย ส่งเสียงดังและวิ่งในเวลากลางคืน จึงรบกวนชาวบ้านที่ปกตินอนหัวค่ำ จนทำให้ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ริมน้ำและมีต้นลำพูอยู่หน้าบ้านต้องพากันตัดต้นลำพูทิ้ง ….เฮ้อ!!..เดือนร้อนทั้งพระ ทั้งคน..คนที่โชคดีที่สุดน่าจะเป็น
“พ่อโกโบริ” แหละครับที่ไม่ได้รู้เห็นกับการเปลี่ยนแปลงของ
“ต้นลำพูกับหิ่งห้อย”....นอกจากความเปลี่ยนแปลงในเรื่องธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแล้ว ความเจริญทางด้านวัตถุส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านจิตใจกับชาวบ้านบางคนทีแห่งนี้..

- t18.jpg (27.01 KiB) เปิดดู 3662 ครั้ง
“ข้าเคยคุยกับคนเฒ่าคนแก่แถวๆวัดว่า ทุกวันนี้คนเราเป็นชาวพุทธกันเฉพาะงานศพ พวกมึงคิดดูร้อยวันพันปีไม่เคยเข้าวัด พอมีคนตายถึงจะมาวัดซักที เอ้า !!...พวกมึงว่าจริงมั๊ย พองานบุญวันพระไม่มากันไป เที่ยวที่อื่นดีกว่า”(หัวเราะ)
ผมสะอึกกับคำพูดของหลวงพ่อตี๋ พลางแอบคิดในใจว่า..คนเราทุกวันนี้อยู่ในสังคมที่เร่งรีบและต้องแข่งขัน คำสั่งสอนหรือพิธีกรรมโบราณของพุทธศาสนา บางครั้งไม่สามารถช่วยสร้างกำลังใจหรือสร้างความรู้สึกของผู้คนในยุคนี้ให้หันมาสนใจในพระพุทธศาสนาได้เลย….เออ..หลวงพ่อองค์นี้นี่
“คม” ไม่เบาเลยแฮะ พูดนิ่มๆแต่เฉือนอารมณ์เลือดสาดเลยที่เดียว...ไม่เฉพาะคาถาอาคม พุทธศาสนาเชิงนิเวศวิทยา(อันนี้ผมคิดเอง) ..ก็ไม่เบา เรียกว่า..
“พูดเห็นภาพ” เลยแหละครับ
จากพุทธโอวาทองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่แสดงก่อนเสด็จดับขันธปรินิพพานว่า
“จงมีธรรมเป็นประทีปส่องทางแก่ตัวเอง” ถึงกาลเวลาผ่านไปกว่าสองพันปีแล้ว คำสอนของพระพุทธองค์กลับยิ่งหยั่งรากมั่นคง ทำให้ทุกวันนี้หลวงพ่อตี๋ ท่านจะใช้เวลาว่างศึกษาธรรมะและฝึกวิปัสสนา ตลอดจนเผยแพร่ธรรมะแก่ชาวบ้านในละแวกวัด

- t19.jpg (36.43 KiB) เปิดดู 3665 ครั้ง
“วิปัสสนาไม่ใช่เรื่องลึกลับอะไรเลย” หลวงพ่อพูดพร้อมกับหัวเราะเบาๆ...
“วิปัสสนา คือ “การเห็นแจ้ง” หรือการเห็นสิ่งต่างๆอย่างที่เป็นจริงๆ...”“ลองเฝ้าสังเกตลมหายใจตนเองสักสองสามวัน...เราจะเริ่มสนใจความรู้สึกของตัวเองและรู้ตัวว่าเราเอาแต่หมกมุ่นอยู่กับกิเลส..ฯลฯ..ไม่ว่าจะเป็นอาหาร ความรู้สึกต่างๆ ...จากนั้นตัวเราก็จะตระหนักถึงความไม่เที่ยงของสรรพสิ่งทุกอย่างล้วนเปลี่ยนแปลงไป พระพุทธเจ้าทรงพบแนวคิดที่เข้าใจง่ายเช่นนี้...นี่แหละคือส่วนหนึ่งของธรรมมะ ตัวข้าเองยังคงศึกษาได้แค่กระพี้ภายนอกเท่านั้น การหยังลึกลงสู่แก่นแท้จริงยังต้องใช้เวลาอีกนาน...ไม่รู้เท่าไหร่…..”ครับ..ถึงจะเป็นแค่กระพี้เล็กๆ ของพระศาสนา แต่หลวงพ่อตี๋ท่านได้นำกระพี้ชิ้นนี้มาแตกหน่อออกผลใช้สอนแก่ชาวบ้าน....
ย้อนกลับนิดครับ..หะแรกที่ผมเข้ามาที่วัดแห่งนี้ เห็นมีการตั้งเครื่องเสียงไว้มากมายหลายจุดคิดว่าคงจะมีงานวัดหรืองานบุญอะไรสักอย่าง ตอนนี้ถึงฝั่งแล้วครับ

- t20.jpg (22.45 KiB) เปิดดู 3656 ครั้ง
เครื่องเสียงเหล่านี้เองที่หลวงพ่อตี๋
ท่านใช้สอนเทศนากับญาติโยมในทุกวันพระ..เพราะเหตุที่วัดบางคณฑีแห่งนี้อยู่ท้ายสวน คนเฒ่าคนแก่บางคนเดินทางมาวัดไม่ไหว..หลวงพ่อตี๋ท่านเลยใช้เครื่องเสียงนี้เป็นตัวกระจายพระธรรมคำสั่งสอนในพระไตรปิฏกให้ชาวบ้านได้ฟังกัน..หรือหากใครมีปัญหาข้อข้องใจอะไรกับวัด(เหมือนเสียงตามสายแบบชาวบ้านชนบทน่ะครับ) หลวงพ่อท่านก็ให้ตั้งเป็นกระทู้คำถามเข้ามาซึ่งหลวงพ่อตี๋ ท่านเรียกบริบทนี้น่าเอ็นดูครับ ..
”การประลองยุทธบนลานธรรม”......แหม...ผมละเชื่อท่านเลยจริงๆ.....

- t21.jpg (29.95 KiB) เปิดดู 3653 ครั้ง
ปัจจุบันนี้ หลวงพ่อตี๋ท่านเลิก
“สักยันต์” มานานแล้วครับ ท่านว่าเบื่อหน่ายกับลูกศิษย์ที่สักไปแล้วประพฤติตัวไม่ดีผิดศีลธรรม ซึ่งเมื่อพูดถึงเรื่องนี้หลวงพ่อท่านหันมามองพวกเราด้วยแววตามุ่งมั่นก่อนพูดออกเสียงขรึมๆ.....

- t22.jpg (55.08 KiB) เปิดดู 3647 ครั้ง
“ไอ้พวกเลวๆ แบบนี้พระก็ไม่คุ้มครอง .....ต่อให้พวกมันมีดีขนาดไหนก็ไม่รอด...ตัวกูเองถ้าชั่วก็ไม่รอดเหมือนกัน มันกับกูถือกฎหมายฉบับเดียวกันโว๊ย...” (หัวเราะ)
เป็นยังไงครับ...สำหรับผมฟังแล้วรู้สึกสะใจจริงๆ
“หลวงพ่อกับลูกศิษย์ ถือกฎบัญญัติ ถือกฎหมายฉบับเดียวกัน”ใครทำผิดก็ต้องรับโทษเหมือนกันไม่มีข้อยกเว้น...ดังนั้นลูกศิษย์หรือท่านใดที่เคยรับ
“การสัก หรือถือพระเครื่องของหลวงพ่อตี๋” โปรดพึงสังวรไว้เถอะครับ..
“วันเปิดของท่านยังคงมีตลอดเวลา”

- t23.jpg (54.06 KiB) เปิดดู 3650 ครั้ง
ครับ...ทุกวันนี้ยามว่างจากศึกษาธรรม หลวงพ่อตี๋ท่านจะอุทิศเวลาไปกับ
“การเขียนตะกรุด” เพื่อนำไปแจกจ่ายแก่ทหาร ตำรวจที่ปฏิบัติภารกิจในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ผมพอทราบเป็นกระสัยว่า
“ตะกรุด” ของท่านมีประสบการณ์มากในพื้นที่ ซึ่งเรื่องนี้ปรากฏเป็นรูปธรรมเห็นได้ชัดเจนจากจำนวนจดหมายที่เขียนมา
“เปลี่ยน”ตะกรุด (แทรกเกล็ดนิดครับ ภาษาเรียกของพระในแถบแม่กลอง
“การบูชาหรือเช่าพระ” จะใช้คำว่า
“เปลี่ยน”)

- t24.jpg (22.12 KiB) เปิดดู 3640 ครั้ง
เป็นยังไงครับเพื่อนๆ
“อาจารย์ตี๋ จอมขมังเวทย์”...ผู้ถือคติ
“เกิดเป็นคนต้องให้โอกาสคน” ผมรู้สึกถึงฝั่งฝันของความคิดครับว่า
“เราไม่อาจยืนยันความดี ความบริสุทธิ์ของใครได้” แต่ถ้าหากเป็น
“เรื่องความผิดหรือความเลว” ละก้อ...เรามีหลักฐานและอ้างได้เสมอ เหมือนกับบริบทของสังคมบ้านเราที่กำลังขับเคลื่อนไปในขณะนี้
“ทุกคนต่างคนต่างก็เป็นพยานแห่งความผิดของกันและกันได้ตลอดเวลา”.....ที่เป็นเช่นนี้เพราะอะไรเพื่อนๆ รู้มั๊ยครับ..

- t25.jpg (54.98 KiB) เปิดดู 3640 ครั้ง
ก็เพราะ
“จิตใจมนุษย์เป็นดั่งเส้นทางที่คดเคี้ยว” ดังนั้นการขาดความจริงใจ ขาดความสามัคคี จึงเป็นปัญหารุนแรงของคนไทยที่ต้องรีบเยียวยาก่อนทีสังคมจะบอบช้ำกว่านี้...
ก่อนกราบลาหลวงพ่อตี๋ เพื่อเดินทางกลับบ้านในวันนั้น..หลวงพ่อท่านได้ร่ายมนต์สะกดความรู้สึกของพวกเราอีกครับว่า...
@โลกเรานี้มันกว้างใหญ่ไพศาล...ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราเห็นอยู่นี้ล้วนแต่เป็นอดีต...ภาพที่เราเห็นอยู่ข้างหน้าคือการเดินทาง และจุดสุดท้ายของการเดินทางไม่สามารถจะเป็นอะไรไปได้นอกจาก.... “ปัจจุบัน” @กราบนมัสการ
“อาจารย์ตี๋ จอมขมังเวทย์” ผู้เสกกระพี้ของปัญญาเข้าสู่แก่นของจิตใจ.....

- t26.jpg (51.9 KiB) เปิดดู 3632 ครั้ง
ขอขอบคุณ คุณพรชนก สุขพงษ์ไทย ที่เอื้อเฟื้อภาพ คุณประจักษ์และน้องปอย(บุตรสาว) ที่สนับสนุนการเดินทาง เพื่อนต่อ สำหรับคำแนะนำ และคุณสมบูรณ์ ร้านนายฮ้อ สระบุรี สำหรับกำลังใจที่มีให้ตลอดมาและหวังว่ากำลังใจนี้จะมีให้ตลอดไปนะครับ...