อิอิอิ อาจารย์รณธรรมครับ ผมแอบไปเห็นบทความนี้อะครับเลยเอามาลงประกอบด้วยซะเลย จากที่นี่ครับ
http://board.palungjit.com/showthread.php?t=68998 หมายเหตุ รูปประกอบนี้ผมแอบไปหยิบมาจากเว็บต่างๆ ครับ------------------------------------------
รุ่นแรกแห่งพระดี....ท่านพระอาจารย์สมบูรณ์ กันตสีโล วัดป่าสมบูรณ์ธรรม บ้านห้วยหิน ต.ป่าแดง อ.ชาติตระการ จ.พิษณุโลก
โดย...รณธรรม ธาราพันธุ์ ก่อนอื่นคงต้องกล่าวคำว่า “สวัสดีครับ” แก่ท่านผู้อ่านที่คุ้นหน้าคุ้นตากันมาก่อนแล้วหลายท่าน และขอเผื่อคำนี้ไปยังท่านที่เพิ่ง “เริ่ม” เห็นหน้ากันกับผมเป็นครั้งแรกในคอลัมน์นี้ ไม่อาจบอกได้ว่า หายไปเพราะเหตุใด แต่บอกได้เต็มปากว่า คิดถึงผู้อ่านทุกท่าน คิดถึงทีมงาน “ศักดิ์สิทธิ์” ทุกคนนี่ออกจากใจจริง ๆ นะ
หวานไปไหม ?
หวานเกินไป ถ้าเป็นหมอก็คงจะบอกให้ลด เพราะเกรงจะเป็นเบาหวาน หากเป็นนักกีฬาอาจชอบใจ เพราะหวานนั้นให้ “พลังงาน” ดีนักแล
ฉบับแรกที่ COMEBACK ขอบังอาจกล่าวถึงพระเถราจารย์ที่ไม่ประสงค์จะเปิดตัว หากชอบอยู่สันโดษแต่ในป่าเขาลำเนาไพร ก็ศิษย์อย่างผมมันลิงดี ๆ นี่เอง ปิดท่านไว้ก็ได้กราบไหว้อยู่แค่เราคนเดียว ประสาลิงใจดีจึงขออนุญาตทำท่านให้เป็นที่รู้จักกันอีกสักที
ความจริงผมเคยเขียนถึงท่านพระอาจารย์สมบูรณ์มาแล้วครั้งหนึ่ง ใน "ศักดิ์สิทธิ์” เช่นกัน แต่จะฉบับที่เท่าไร ปีอะไรก็เลือน ๆ ไปเสีย จำได้เพียงว่าเขียนไปแล้วก็ไม่กล้าไปวัดนานนับเดือน เสียวสันหลังว่า ท่านจะได้เห็นข้อเขียนของผม แล้วจะมีกระโถนเหาะเป็นรางวัล หาใช่ “ซีไรท์” อย่างที่ใคร ๆ เขาได้ไม่
แล้วก็เป็นจริงดังสังหรณ์ไม่รู้สานุศิษย์คนใดของท่าน (บังอาจ) นำหนังสือ “ศักดิ์สิทธิ์” ฉบับ “ไดนาไมท์” ไปถวายท่านอ่าน และไม่รู้ว่าศิษย์คนใด (บังอาจอีกครั้ง) บอกไปได้ว่าผมคือคนเขียน เมื่อข่าวอันตรายนี้เข้าหูผม ผมก็ยิ่งเก็บตัวไม่ไปหาท่าน เพียงรู้เลา ๆ ว่าท่านมาชลบุรี ผมยังรีบเก็บบริขารหนีไปต่างจังหวัด (ทั้งที่ตัวเองก็ต่างจังหวัดอยู่แล้ว)
หลบอยู่อย่างนี้ราว 6 เดือน รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นขบวนการกู้ชาติหรือกองโจรอะไรสักอย่าง กระทั่งแน่ใจว่าเรื่องชักเงียบ จึงตัดสินใจออกจากป่าเข้ามอบตัว กล้าบุกไปกราบท่านถึงในวัด ตัดใจแล้วว่าตายเป็นตาย ปลอบตัวเองว่า ท่านเป็นพระ ท่านไม่ฆ่าเราหรอกน่า อีกอย่างเรื่องก็นานเนป่านนี้ท่านคงลืม และ “ศักดิ์สิทธิ์” ฉบับนั้นคงหายสาบสูญ
ไปถึงกุฏิก็ตรงเข้ากราบ ท่านมองหน้าแล้วยิ้มพร้อมเปรยว่า หายไปไหนนานนัก ไม่มาวัดเลย ผมก็ยิ้มพลางคิดว่า ท่านลืมแล้วจริง ๆ จากนั้นท่านก็หันไปข้าง ๆ หยิบอะไรบ้างอย่างขึ้นมาถือไว้
หนังสือศักดิ์สิทธิ์อะไรจะ
“ศักดิ์สิทธิ์” สมชื่อ ครึ่งปีแล้วยังสถิตสถาพรอยู่ที่วัดอีก ท่านเปิดหน้าที่เป็นเรื่องของท่าน แล้วชี้หน้าผมเบา ๆ หากไม่ปรากฏรอยยิ้มอย่างเอ็นดู (ลูกแมวลูกหมู) บนใบหน้าท่าน ผมคงโคม่าอยู่ตรงนั้น
ชัดเจนว่าการเขียนครั้งนั้นไม่กระทบกระเทือนวัตรปฏิบัติของท่านนัก เพียงมีคณะศรัทธาเดินทางมาจากจังหวัด และภาคต่าง ๆ เข้ากราบขอฟังธรรมจากท่านมากมาย ท้ายที่สุดบางคนก็ขอของมงคลติดมือกลับบ้านไปเพื่อเป็นกำลังใจในการดำรงชีวิต ผมสบายใจ...สบายที่ได้แนะนำพระภิกษุดีให้คนกราบไหว้เอาบุญ สบายที่ได้เห็นคนปฏิบัติธรรมภาวนา อันเกิดจากเทศนาของท่าน และสบายที่ได้ยินว่า คนนั้น...คณะนั้น...หมู่นั้น...รถคว่ำไม่เป็นอะไร...ถูกยิงไม่เข้า...หมากัดไม่เข้า...นิรันตรายโดยอำนาจแห่งเครื่องมงคลของท่านอาจารย์ที่อยู่ในคอ
ผมก็เอาดีได้แค่นี้แหละสมัยหนึ่งที่วัดป่าสมบูรณ์ธรรม มีครอบครัวสามีภรรยาชาวบ้านที่เข้ามาช่วยงานวัดอยู่เป็นประจำ อาศัยที่ฝ่ายหญิงมีชื่อว่า “จ๋า” พวกเราจึงพากันเรียกว่า “แม่จ๋า” และเรียกสามีว่า “พ่อจ๋า” ร้องเรียกกันบ่อยเข้า เลยดูคล้ายพวกเราเป็นลูกแหง่ ตะโกนหาพ่อหาแม่อยู่ในวัด น่าเอ็นดู ผู้ผัวจะขับรถของวัดถวายท่านอาจารย์ไปในงานนิมนต์ต่างๆ ยามว่างก็ถางหญ้า ก่อปูนซ่อมเสนาสนะไปตามเรื่อง ผู้เป็นเมียก็ทำภัตตาหารเช้าบางอย่างถวายพระ-เณร เก็บกวาดทำความสะอาดโรงครัว และรอบบริเวณ ครั้นพระ-เณรฉันภัตตาหารแล้ว “พ่อจ๋า” ก็จะนำอาหารที่เหลือกลับไปรับประทานต่อที่บ้านประสาจน
โดยเฉพาะข้าวก้นบาตรท่านอาจารย์หากกินเหลือเมื่อใดก็จะนำข้าวนั้นไปให้สุนัขที่เลี้ยงไว้ 3 ตัวกินเป็นที่สุดท้าย ทำอยู่อย่างนี้นับเดือน นับปี วันหนึ่งขณะแกทำธุระอยู่บนเรือน ได้ยินเสียงหมาที่เลี้ยงไว้เห่ากรรโชก แล้วตามด้วยเสียงไก่ร้องดังลั่นไป ครั้นแกวางธุระออกไปดูก็พบว่า ไก่หลายตัวถูกหมาที่เลี้ยงไว้กัดตายเรียบ
โทสะพุ่งพรวดทันที เพราะไก่เป็นสัตว์เศรษฐกิจของคนจนเช่นเขา ไข่ออกมาก็กินได้ ตัวของมันก็กินได้ แต่หมา...กินไม่ได้ ! คิดแล้วก็วิ่งกลับเข้าไปในเรือน คว้าปืนยาวคู่ใจที่ออกล่าสัตว์มานักต่อนัก เล็งเข้าที่หมาที่นอนประกาศศักดาอยู่ข้างซากไก่
แล้วกด
“เปรี้ยง” ลงไป
พ่อจ๋าเดินยิงหมา 3 ตัวรอบบ้าน ด้วยลูกปืนทั้งสิ้น 7 นัด เมื่อเห็นหมาบักด๊อกล้มตายเรียบ โทสะก็จางลง คิดว่าเลี้ยงดูกันมาก็หลายปี จะปล่อยให้มันนอนตายอย่างหมาข้างถนนก็ใช่ที่ เลยตกลงใจจะฝังให้มัน ว่าแล้วก็เดินตรงเข้าไปจับขาหมาเพื่อลากไปฝัง
ทันทีนั้น ศพหมาก็ลุกพรวดพราดขึ้นวิ่งหนีไปต่อหน้าต่อตา พ่อจ๋ายืนงง เห็นเป็นอัศจรรย์อย่างกับเจอพระนารายณ์เหาะลงมา เท่านั้นไม่พอ หมาอีกสองตัวยังลุกขึ้นวิ่งไล่กันไปคล้ายไม่มีอะไรเกิดขึ้น กว่าจะหายจากตะลึง และทำใจได้ก็เป็นนาน จึงตะล่อมเรียกหมาทั้งสามเข้ามาดู พบเพียงรอยจ้ำของกระสุนปืน และขนที่หลุดกระจุยไปตามแรงกระสุน
แต่หาเข้าไม่ !นี่เองเป็นสาเหตุที่ทำให้สุนัขทั้งสามไม่ตาย แต่อะไรเป็นสาเหตุให้ยิงไม่เข้า พ่อจ๋าคิดไปคิดมา ก็นึกได้ว่า เขาเลี้ยงหมาทั้งสามตัวด้วยข้าวก้นบาตรของท่านพระอาจารย์สมบูรณ์อยู่เป็นประจำ หากมิใช่สิ่งนี้บันดาลให้เป็นไป ก็ไม่อาจหาเหตุผลใดมายืนยันได้ถึงความ “เหนียว” ของหมา แกจึงบึ่งมาวัดและกราบเรียนให้ท่านทราบทันที ครั้งที่ผมไปวัดและท่านเปรยเรื่องนี้ให้ฟัง ผมแจ้นไปสอบถามรายละเอียดเรื่องนี้กับพ่อจ๋า แกก็ยินดีเล่าให้ฟังอย่างไม่ปิดบัง พลางเดาะปากเรียกไอ้ตัวตายยากทั้งสามที่วิ่งกระดิกหางอยู่ในวัดมาให้ผมดูรอยลูกปืนใกล้ ๆ
เห็นแล้วขนลุกร่องรอยที่เหลืออยู่ทำให้ผมเชื่อสนิทใจว่า ปืนจริงไม่ใช่หนังสติ๊ก แล้วโม้ว่าปืน หมู่คณะที่เป็นทั้งครูและตำรวจต่างตื่นเต้นไปกับเรื่องดังกล่าว แล้วจบลงด้วยการแย่งกันกินข้าวก้นบาตรของท่านพระอาจารย์กันโกลาหล
เอาน่า เหนียวอย่างหมา ดีกว่าตายหยังเขียดฉะนั้น พระผงรุ่นของท่านอาจารย์จึงต้องมีข้าวก้นบาตรที่ท่านพิจารณาแล้ว ฉันเหลือแล้วมาเป็นส่วนผสมอย่างไม่ต้องสงสัย เป็นประกันได้เลยว่า “เหนียว” นี่อย่างหนึ่งละ อุดปืนแคล้วคลาด โชคลาภ เมตตา ไปหาเอาตอนเสกอีกที
วันเสาร์ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2543 เป็นวันที่สำคัญยิ่งสำหรับศิษย์เช่นเรา เพราะท่านอาจารย์มีชนมายุครบ 5 รอบ คือ 60 ปี เป็นอะไรที่ศิษย์ทั้งหลายปีติยินดีที่ท่านอาจารย์อยู่มานาน เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรให้กับเรา
ผมล่ะปีติยิ่งกว่าใครแผนในใจที่มีมานานคือ การทำเหรียญรุ่นแรกนี่แหละ รอแต่วันมหามงคลเช่นนี้จะมาถึง สุ่มสี่สุ่มห้าทำ ท่านจะว่าไม่รู้จักกาลเทศะ บัดนี้ทุกอย่างพร้อม ท่านจะปฏิเสธเช่นไรได้ ว่าแล้วก็แอบซุ่มสุมศีรษะทำกันโดยไว เคยกราบเรียนท่านอาจารย์ถึงการทำเหรียญรุ่นแรก ท่านว่า ไม่ควรทำ เพราะอายุท่านยังน้อย ครูบาอาจารย์ผู้ใหญ่ก็ยังอยู่ แค่เป็นรูปถ่ายใบเล็ก ๆ ก็พอแล้ว
ผมจึงกราบเรียนว่ารูปถ่ายจะใหญ่หรือเล็ก ก็เป็นรูปท่านอยู่ดี เพียงปรากฏอยู่บนกระดาษ ซึ่งมันไม่มีความคงทน ส่วนเหรียญทองแดงก็แค่รูปท่านเหมือนกัน เพียงปรากฏอยู่บนโลหะแทนกระดาษ ซึ่งมีความคงทนถาวรกว่าเท่านั้นเอง เรียนท่านไปดังนี้ท่านก็เงียบ ยิ้มน้อย ๆ เฉยอยู่ ผมโมเมในใจว่าเฉยก็รับนิมนต์น่ะแหละ พระพุทธเจ้าท่านทำแบบนี้เหมือนกัน เป็นที่รู้ว่าพระองค์ตอบรับ
กลับมาทำทันทีนายช่างประหยัด ลออพันธุ์สกุล หรือช่างอ๊อด มือเทวดา เป็นเป้าหมายสำคัญในการแกะบล็อก ยกแต่ช่างเกษม มงคลเจริญ แล้ว ผมมองไม่เห็นใครจะสรรค์สร้างงานเหรียญได้เช่นนี้อีก พี่อ๊อดที่แสนดีก็กรุณาเร่งมือให้เป็นระวิงทั้งที่งานเก่าก็ค้างอยู่มิใช่น้อย กว่าจะแล้วเสร็จใช้เวลาถึง 1 ปีเต็ม แต่ผมคาดการณ์ไว้ก่อนแล้ว จึงไม่เป็นปัญหาอะไร ขบวนเรามารับเหรียญที่บ้านพี่อ๊อดแล้วรีบเดินทางขึ้นวัดในค่ำวันศุกร์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ.2543 ตรวจนับเหรียญแล้ว ได้สมคำรับรอง ปรากฏเนื้อโลหะ ดังนี้
1. ทองคำบริสุทธิ์ หนักเกือบ 2 บาท จำนวน 5 เหรียญ
2. เงินบริสุทธิ์ จำนวน 50 เหรียญ
3. ทองแดงรมมันปู จำนวน 10,000 เหรียญ
เราไปถึงวัดในตอนเช้ามืด ท่านอาจารย์เพิ่งเสร็จจากการเดินจงกรม และกำลังนั่งภาวนาอยู่ในกุฏิ ผมกับคุณชัยชนะ สันทัดกิจการ แห่งบริษัทโพรเพท สิงห์บุรี เลยแอบคุยกันเบา ๆ อยู่ไม่ไกล พักใหญ่ท่านก็กระแอมเสียงขึ้นคล้ายเป็นสัญญาณให้ เราสองคนจึงเข้าไปเคาะประตูกุฎิเบา ๆ ท่านก็ให้เข้ามา ครั้นกราบเรียนท่านแล้ว จึงเรียกหมู่คณะมาช่วยกันยกลังพระเข้าไปถวายท่านถึงที่นอน ท่านดูเหรียญแล้วหัวเราะพลางว่า
“ไปทำมาจนได้นะ”พิจารณาอยู่พักใหญ่ ท่านก็บอกกับพวกเราว่า “ไป...ไปรอข้างนอกก่อน เราจะทำให้เดี๋ยวนี้” ผมจึงเรียนว่า “เอาทุกอย่างเลยนะครับท่านอาจารย์ โดยเฉพาะมหาอุดหยุดลูกปืน เพราะสมัยนี้อันตรายมันเยอะ” ท่านก็ขำไปเท่านั้น
ผมออกจากกุฎิเป็นคนสุดท้าย ปิดประตูล็อกแล้วดูนาฬิกา ท่านดับไฟฉาย และสงบจิตลงสู่องค์ภาวนาในเวลา 06.04 น. นิ่งสนิทอยู่อย่างนั้นเป็นเวลานานทีเดียว แล้วท่านก็กระแอมขึ้นอีกครั้งเป็นสัญญาณในเวลา 06.30.น. รวมเวลา เสกก็ 26 นาที
เป็น 26 นาทีที่เหลือเฟือนายตำรวจใน สภ.อ.ชาติตระการหลายคนได้รับเหรียญนี้ไป และพกติดตัวออกไปยิงนกตกปลากับเพื่อนกลับมาเล่าลือกันถึงความแปลกประหลาดของเหรียญรุ่นนี้ว่า หากวันใดพกพระนี้ไปล่าสัตว์จะไม่เคยได้เลยแม้แต่ชนิดเดียว ถึงที่สุดต้องนำกลับมาไว้บ้านก่อน จึงจะประสบความสำเร็จ เห็นเป็นอัศจรรย์ในข้อที่ว่า ท่านอาจารย์ไม่ประสงค์ให้คนทำบาป หนำซ้ำบางคนเจอกระต่ายป่า แต่ปืนกลับยิงไม่ออก ทั้งที่ตนแขวนเหรียญท่านอยู่กับตัวไม่ใช่กระต่ายแขวนเสียเมื่อไร
นี่ก็ตำรวจ แต่เป็นใน สภ.อ.เมืองชลบุรี ชื่อ จ.ส.อ. ชัยชาญ สุวรรณจิระ เล่าว่าได้รับเหรียญนี้ไปจากคนรู้จัก คือ คุณจรินทร์ เหล่ารินทอง ผู้ซึ่งเป็นศิษย์ใกล้ชิดคนหนึ่งของท่านอาจารย์ บรรยายสรรพคุณต่าง ๆ ให้ฟังอย่างศรัทธาถึงขีด จ่าชัยชาญผู้ไม่เคยพบเจอท่านอาจารย์เลยอดไม่ได้ที่จะสงสัย และเลยไปถึงไม่เชื่อ หากรับเหรียญไว้โดยน้ำใจ
วันหนึ่งขี่มอเตอร์ไซค์ตรวจไปถึงศรีพโล เลยวัดเขาบางทรายไปหน่อยก็เกิดความคิดอยากทดลองดูว่า ดีสมคำคุยหรือไม่ จึงชักชวนเพื่อนตำรวจที่ซ้อนไปด้วยกันให้หาทำเลในป่าเหมาะ ๆ แขวนเหรียญท่านอาจารย์ไว้กับกิ่งไม้ แล้วเล็งด้วยปืน .38 ที่พกอยู่กับตัวนั่นแหละ บรรจงยิงอย่างตั้งใจ
แชะ !
ปืนคู่มือที่ซ้อมยิงกันออกบ่อยครั้งกลับทรยศเอาดื้อ ๆ คุณจ่ามองหน้าเพื่อนร่วมงานแล้วรวบรวมกำลังใจเล็งใหม่อีกที
แชะ !
ครั้งนี้จ่าหนุ่มวางปืนลงกับพื้น แล้วก้มกราบทันที เกิดมาไม่เคยพบเจอเรื่องแบบนี้มาก่อน ปืนคู่ใจตั้งแต่ใช้มาไม่เคยเป็นอย่างนี้ กระสุนก็จานท้ายบุบด้วยแรงนกปืนสับ หาใช่บังเอิญไม่ คิดได้ทางเดียว ไม่มีทางอื่น
ปาฎิหาริย์มีจริงสองตำรวจจึงแขวนเหรียญนี้ติดตัวเสมอ ส่งผลให้ตำรวจในเมืองชลฯ ถามหาเหรียญนี้กันเป็นจ้าละหวั่น ผมเดินตัวลีบ ดีที่ไม่ค่อยรู้จักกับตำรวจ
คุณจรินทร์ถามถึงการยิงเพียงสองนัดกับจ.ส.อ.ชัยชาญว่า ทำไมไม่สามนัด จ่าตอบว่า “โอ๊ย ! สองนัดไม่ออกก็เห็นผลแล้ว ขืนยิงนัดที่สามแล้วปืนเกิดแตกอย่างที่เขาพูดกัน ผมก็แย่เท่านั้น ไหนจะเจ็บตัว ไหนจะปืนหลวง” ก็จริงของเขา
ที่จริงเฉพาะเหรียญนี้เมื่อแจกจ่ายออกไปปรากฏประสบการณ์มากมาย เล่ากันไม่ไหว เหตุที่กล้าเขียน เพราะไม่เคยคิดเชียร์ ไม่เคยมีผลประโยชน์กับใคร โดยเฉพาะเครื่องมงคลของท่านอาจารย์ ไม่เคยที่สร้างมาเพื่อให้เช่าบูชา มีแต่แจกกับฟรี
ดังนั้นถ้าใครเคยกราบท่าน ครั้นฟังธรรมะแล้วลองเลียบเคียงดูเถิดอาจสมหวัง แม้ท่านอาจารย์จะไม่สนับสนุนในเรื่องของขลัง แต่ก็ใช่ว่าท่านจะรังเกียจอะไร เพียงดูเวลา และสถานที่สักหน่อยเถิด ที่สำคัญเหรียญรุ่นนี้ ใครรับกับท่านตอนนี้ก็เท่ากับท่านเสกมา 3 ปี แล้วหนา เพราะท่านทำของท่านทุกวัน
แต่ถ้าท่านผู้อ่านกับผมมีวาสนาได้เจอกัน ผมจะแจกให้คนละเหรียญทันทีเลยเอ้า !
หมายเหตุ : ท่านที่อยู่นนทบุรี สนามบินน้ำ ติดต่อรับเหรียญได้ที่ คุณชัยชนะ สันทัดกิจการ (คุณบิ๊ก) บริษัท TCK. ท่านที่อยู่พระโขนงบางจาก คลองเตย ติดต่อได้ที่คุณคุณานันต์ กนกธร ร้านภูมิจิตรเภสัช ซ.ภูมิจิตร ถ.พระราม 4 ฟรีทั้งนั้นครับ... ------------------------------------------
อ่านจบก็ชวนคิด ส่งจิตส่งใจไวไวไปหาอาจารย์รณธรรม คิดหวังเอาว่า ส่งโทรจิตผนวกกับโพสต์ไปนี่จะถึงอาจารย์รณธรรมมั้ยน้อ
เผื่อจะได้เหรียญนี้เป็นของขวัญปีใหม่กับเขาบ้าง
เหรียญนี้แม้จะสร้างล่วงเลยมานานแล้วตั้งแต่ปี 2543 แต่ว่า อันตัวเราที่อยู่ฝั่งธนบุรีจะไปรับฟรีได้ที่ไหนน้อ...คิด คิด คิด
