พุธ 17 ก.ย. 2008 12:43 am
หลวงพ่อสาลีโข (สมภพ เตชปุญโญ) พุทธอุทยานธรรมโกศล ตอน บทความระลึกถึงหลวงพ่อ

- acdc_mo2.jpg (30.96 KiB) เปิดดู 2391 ครั้ง
ผมและเพื่อนๆชอบมาทำบุญในสถานที่แห่งนี้เป็นประจำ เพราะหลวงพ่อเจ้าสำนักแห่งนี้ท่านให้ความเมตตากับผมและเพื่อนๆอย่างสม่ำเสมอ การที่พวกเราได้เข้ามาสถานที่แห่งนี้บ่อยๆ ทำให้พวกเราเกิดความเคยชินไปกับ”ความมีระเบียบวินัยของหลวงพ่อ....”
รวมถึงรู้สึกคุ้นเคยไปกับความชุลมุนที่กลายมาเป็นเรื่องปกติ คือเรื่องของความโกลาหล วุ่นวายของเหล่าพลทหารที่คอยดูแลสำนัก ยามเมื่อได้รับคำสั่งจากหลวงพ่อ ที่เป็นเหมือนผู้บังคับบัญชาแต่ไม่มียศหรือบรรดาศักดิ์ ท่านเป็นแค่เพียงพระสงฆ์ธรรมดาที่มีอายุสูงวัยองค์หนึ่งเท่านั้น ......แต่สำหรับพวกผมแล้วเรื่องต่างๆเหล่านี้
“มันกลับมีเสน่ห์ เพราะมันทำให้สถานที่เล็กๆแห่งนี้ดูไม่น่าเบื่อ...”
การมากราบนมัสการหลวงพ่อแต่ละครั้ง นึกๆไปแล้วมันก็มีรสชาติไม่เบาเลย จะสังเกตุได้ว่าลูกศิษย์หรือญาติโยมที่เข้ามานั่งรอเพื่อพบท่าน ถ้าเขามาเพียงคนเดียว ก็มักจะเข้าไปนั่งหลบมุมและนั่งเงียบๆ ส่วนพวกที่มาเป็นกลุ่มก็พยายามนั่งอยู่รวมกันด้วยนัยว่าให้เกิดความสมดุลอย่างหยินกับหยาง ทั้งๆที่ชีวิตจริงบางคนในกลุ่มก่อนจะมาก็คบกันแบบขมิ้นกับปูน...หรือว่านี่เป็น
“ธรรมชาติของการอยู่รวมกัน ท่ามกลางความหวาดระแวง..”
ซึ่งถ้าเราสังเกตสักนิด...จะพบว่าทั้งที่มาเดี่ยวๆและมากันเป็นกลุ่ม แต่พอพวกเขาเหล่านั้นเข้ามานั่งอยู่ในกรอบสี่เหลี่ยมเดียวกัน ต่างฝ่ายจะหันไปมองซ้าย มองขวา กลับไปกลับมา ..."ถอนหายใจยาวๆแล้วนั่งคิดครับ".... เสื่อรำแพนหลายๆผืนที่นำมาปูติดกันเป็นรูปสี่เหลี่ยมด้านหน้าที่นั่งของหลวงพ่อ...
“เหมือนเวทีมวย ตามบ้านนอกจริงๆ..”
ถ้าจะว่าแปลกก็คงเป็นเรื่องที่ว่าทุกคนที่อยู่บนเวทีมวยแห่งนี้ เป็นนักมวยคนละรุ่นคนละแบบ รุ่นเก่า รุ่นใหม่ คละปนกันไป บางคนเป็นนักมวยเชิงบุก รุกเข้าโดยไม่ดูตาม้าตาเรือ บางคนก็เป็นมวยชั้นเชิง อาศัยการหลบหลีก ชกพิงเชือกไปเรื่อยๆ ไม่ยอมสวนกลับ ซึ่งถ้าผมเลือกได้...ผมขอเลือกเป็นนักมวยรุ่นใหม่ ที่นั่งรอขึ้นเวทีมวยเพียงคนเดียว ถึงว่ามันจะดูเงียบเหงาไปสักหน่อย...
“แต่....มันก็เป็นการเงียบอย่างมีชั้นเชิง....”
พวกผมรักและเคารพหลวงพ่อ ชอบใจที่ได้เห็นหรือได้ยินหลวงพ่อสั่งสอนธรรมะแก่ลูกศิษย์และญาติโยม ตลอดจนการที่ท่านยืนหยัดด้วยอุดมการณ์นักไสยศาสตร์ควบคู่กันไป ท่านเป็นพระที่พูดหนึ่งเป็นหนึ่ง เขียนสองเป็นสอง บอกว่าสามก็ต้องเป็นสาม สิ่งต่างๆที่พวกเราเห็นในวันนี้....กลายมาเป็น
“ความเคยชินของท่านและพวกเรา..”
ว่ากันว่า..หากวันหนึ่งวันใดที่ทุกคนเกิดความอ่อนแอทางจิตใจ หรือเกิดความอ่อนไหวในความปลอดภัยของชีวิต ทุกคนจะเข้ามาขอไอน้ำลายจากหลวงพ่อได้ ณ สถานที่แห่งนี้เสมอ ถึงแม้ว่าพวกผมจะมาจากต่างพ่อแม่ ต่างถิ่นฐาน แต่สำหรับผมแล้วยอมรับว่า...
“อิจฉาและชื่นชมกับระบอบประชาธิปไตย ภายใต้รัฐบาลทหารของหลวงพ่อ..”
สถานที่แห่งนี้ เป็นศูนย์รวมของผู้ที่มีคตินิยมทางไสยศาสตร์ แน่นอนว่า พวกเขาเหล่านั้นมาเพื่อเช่าบูชาวัตถุมงคล แลกเปลี่ยนความรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ในชีวิตของแต่ละคน เป็นการแลกเปลี่ยนท่ามกลางบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยกลิ่นไอของ”ความศรัทธา”โดยมีคุณป้าท่าทางสูงวัยแต่จิตใจดี....
“ท่านเป็นเจ้าของสัมปทานพื้นที่นัดพบแห่งนี้...”
คุณป้าใจดีท่านนี้กล้าที่จะประกาศความเป็นตนเองอย่างชัดเจนว่าไม่สนใจการเมือง และไม่ชื่นชมกับการแบ่งพรรค แบ่งฝ่าย แต่บางทีท่านก็อดขมวดคิ้ว ก้มหน้ามองลอดแว่นสายตา ด้วยแววตาสงสัยในความแตกต่างที่กำลังเกิดขึ้นในสังคมไทยไม่ได้ ซึ่งจากลักษณะของการแสดงออกดังกล่าว เมื่อได้ปรากฏแก่สายตาของผู้มาเยือนจนสามารถครองใจและกลายมาเป็นที่รับรู้ไปทั่ว พาลทำให้หลายคนคิดไปว่า..
“สภาพจิตใจภายในของแก จะเหมือนกับที่แกแสดงออกภายนอก...อย่างเสียมิได้...”
คนในพื้นที่และแขกต่างถิ่นที่มาเยือนจุดนัดพบของคุณป้า ถึงแม้ว่าจะต่างอุดมการณ์กันทางการเมือง แต่การมาเยือนทำให้ทุกคนต้องละทิ้งความแตกต่างและจับมือกัน ทำให้พวกเราเห็นภาพของความกลมเกลียวและการรักษาระเบียบวินัย เพราะถ้าไม่ทำอย่างนี้..
“ความสำเร็จที่ทุกคนตั้งใจ เห็นจะไม่สมหวังเป็นแน่..”
เรื่องการเมืองในปัจจุบัน เป็นเรื่องสำคัญและยิ่งใหญ่ สามารถทำให้ผู้คนแต่แยกฝ่ายออกเป็นสองฝั่งคลอง แต่บางทีเรื่องพวกนี้ก็เกิดอาการด้อยค่าลงไปทันที เมื่อมาเที่ยบกับเรื่องของการศรัทธา โดยเฉพาะกับบรรยากาศของสำนักเล็กๆแห่งนี้ สถานที่ที่มี..
“หลวงปู่ เป็นศูนย์กลางของจิตใจ..”
จากสภาพของโลกที่เปลี่ยนไป ทำให้พวกเราไม่ไว้ใจสถานการณ์ปัจจุบันนัก พวกผมเชื่อว่า..
“การเดินทางออกจากบ้านทุกวันนี้ บางทีมันก็ไม่น่าพิสมัยมากนัก จะไปทานข้าว เดินซื้อของ ขับรถเที่ยว บางทีมันก็มีเหตุการณ์ระทึกขวัญ เกิดขึ้นอยู่เรื่อยๆ จะว่าไปแล้วการอยู่นอกบ้านตนเองล้วนเต็มไปด้วยภัยอันตราย ....พวกผมดีใจที่ได้เกิดมาเป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อ...”
เมื่อสิ้นหลวงพ่อ แทนที่พวกผมจะเลือกรูดม่านความรู้สึกและเที่ยวตะเวณเพื่อค้นหาความมั่นใจ อย่างที่พวกเราชื่นชอบกัน พวกเรากลับเลือกเดินทางกลับมาที่เก่า เพราะถึงอย่างไรก็แล้วแต่ สถานที่แห่งนี้ก็คือ..”แหล่งที่พึ่งทางใจ” ของพวกเรา
บันทึกน้อยของผมได้ดำเนินมาถึง ณ ตอนนี้ มีคนเคยเปรียบเปรยว่า..โลกเรานี้คือละคร
“หลวงพ่อ คือตัวละครที่ทำให้ผู้ชมอย่างเรา เฝ้าคิดถึงท่านอยู่ตลอดเวลา”
ทุกคราวที่คิดถึงท่าน พวกผมหวังว่าตอนนี้ท่านคงมีความสุขสบายและอยู่อย่างสงบ ด้วยผลบุญกุศลที่ท่านได้สร้างไว้เมื่อครั้งยังมีชีวิต อยากบอกว่าช่วงเวลาสั้นๆ ที่เราได้รู้จักกับท่าน...
หลวงพ่อทำให้พวกเรามีความสุขใจเหลือเกิน....

- no144.jpg (60.78 KiB) เปิดดู 2380 ครั้ง